กรุงเทพฯ: น้ำจะท่วม…ต้องเตรียมตัวอย่างไร

ปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาที่อยู่กับคนในกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน ผมติดตามการแก้ไขปัญหานี้มาตลอดหลายสิบปี อีกทั้งเสนอแนะแนวทางต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่กระบวนการคิดของผู้นำ จนถึงแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติ แต่ดูเหมือนว่า เรายังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างหมดจด อย่างไรก็ดี ผมเห็นความตั้งใจและความพยายามจากหลายฝ่ายเช่นเดียวกัน

แต่กรุงเทพฯ จะต้องเผชิญความท้าทายด้านปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต เพราะเมื่อไม่นานมานี้ Climate Central องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อมในรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยผลการวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นนั้น จะทำให้หลายเมืองโดยเฉพาะเมืองใกล้พื้นที่ชายฝั่งในแถบอาเซียนและประเทศใกล้เคียง มีความเสี่ยงถูกน้ำทะเลท่วม

ด้วยการคำนวณใหม่ โดยได้อาศัยวิธีการที่แม่นยำมากขึ้นเนื่องจาก เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมก่อนหน้านี้ ไม่สามารถแยกความสูงของตึกอาคารกับต้นไม้จากความสูงของระดับพื้นดินได้ จึงอาศัยเทคโนโลยีใหม่และนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถระบุระดับความสูงของพื้นดินได้ พบว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในพื้นที่ขนาดใหญ่ ที่ได้คาดคะเนไว้ในวิจัยก่อนหน้านี้ อยู่ในแง่ดีเกินไป 

ที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมชายฝั่งมีเพียง 80 ล้านคน แต่งานวิจัยล่าสุดกลับพบว่า ประชากรโลกกว่า 300 ล้านคนจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเมืองในปี 2050 และหากการปล่อยคาร์บอนยังไม่ลดลง ตัวเลขอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 630 ล้านคนในปี 2100 โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ คือ ชาวเอเชีย ได้แก่ จีน เวียดนาม บังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย กล่าวคือ เพิ่มขึ้นจากเดิม 54 ล้านคนเป็น 237 ล้านคน ทั้งนี้ ประเทศไทยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งใกล้กรุงเทพฯ ที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมในปี 2050 มากกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ไว้เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น

นอกจากปัจจัยด้านระดับน้ำทะเลแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ส่งผลให้กรุงเทพฯ อาจกลายเป็นเมืองน้ำท่วมในอนาคต เช่น การทรุดตัวของแผ่นดินที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของประชากรในอนาคต หรือการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งจากการกัดเซาะของทะเล เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเสนอแนวทางสำคัญ เพื่อการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในอนาคต ดังต่อไปนี้

ศึกษาและวิจัยการสร้างเขื่อน แนวกั้นน้ำอย่างครบถ้วนรอบคอบ เพื่อเตรียมการป้องกันน้ำท่วมแบบถาวร โดยทำการศึกษาอย่างครอบคลุม ทั้งการจัดสร้างแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำและชายฝั่งทะเล เพื่อป้องกันน้ำล้นตลิ่ง ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และลดความรุนแรงของคลื่น รวมถึงการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนจากการระบายน้ำตามจังหวะการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล เป็นการควบคุมการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล ซึ่งอาจจะทำได้ด้วยการสร้างเขื่อนกั้นอ่าวไทยบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้สามารถควบคุมระดับน้ำที่อยู่เหนือเขื่อนได้ นอกจากนี้ อาจศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่รอบแนวเขื่อนหรือคันกั้นน้ำ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ทำเป็นถนนคนเดิน หรือทางจักรยานเลียบน้ำ เป็นต้น

สร้างทางด่วนน้ำ อันเป็นการเปลี่ยนแนวคิดการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ จากการป้องกันมิให้น้ำเข้าสู่กรุงเทพฯ ด้วยการสร้างแนวป้องกันน้ำเข้าสู่กรุงเทพฯ เป็นการปล่อยให้น้ำไหลผ่านกรุงเทพฯ แล้วระบายออกสู่ทะเลได้มากขึ้นและเร็วขึ้น โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดผังเมืองควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดิน โดยเฉพาะในจุดที่เป็นเส้นทางน้ำไหลและแอ่งรองรับน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการก่อสร้างหรือถมที่ปิดกั้นทางไหลน้ำ หรือกำหนดให้ก่อสร้างในรูปแบบพิเศษ เช่น หมู่บ้านที่ขวางแนวทางไหลของน้ำผิวดิน อาจออกแบบบ้านให้น้ำไหลผ่านใต้บ้านได้ หรือกำหนดให้โครงการหมู่บ้านจัดสรรต้องจัดทำระบบป้องกันน้ำท่วม เช่น กำหนดให้มีพื้นที่รองรับน้ำและเส้นทางระบายน้ำท่วมของหมู่บ้าน

เพิ่มขนาดท่อระบายน้ำ ขยายขนาดคูคลอง ฟื้นฟูแนวคูคลองเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน หรือขุดคูคลองเพิ่มเติม รวมถึงติดตั้งเครื่องเร่งความเร็วน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ระบบท่อระบายน้ำ ระบบคูคลอง และอุโมงค์ยักษ์ที่มีอยู่ อันเป็นโครงข่ายที่ค่อนข้างกระจายตัวทั่วถึงทำงานได้เต็มสมรรถนะยิ่งขึ้น

จัดตั้งวอร์รูม (War room) เพื่อใช้เป็นศูนย์บัญชาการในการติดตาม ตรวจสอบและสั่งการเกี่ยวกับภัยพิบัติและเรื่องอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ฯลฯ รวมถึงอาจมีการติดตั้งระบบตรวจสอบระดับน้ำเพิ่มเติม ในแม่น้ำ ในคลอง พื้นที่รองรับน้ำ และพื้นที่เสี่ยงภัย โดยข้อมูลเหล่านี้ จะถูกส่งเข้ามายังศูนย์ฯ โดยอัตโนมัติ และนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อจัดทำแบบจำลองวิเคราะห์และพยากรณ์ภาวะน้ำท่วม

นวัตกรรมบ้านหนีน้ำ โดยออกแบบบ้านและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการสร้างบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม นำไปใช้ในการก่อสร้าง เช่น การออกแบบอุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์ป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม การปรับปรุงบ้านของคนที่อยู่ริมแม่น้ำ หรืออยู่นอกคันกั้นน้ำ ให้เป็นบ้านลอยน้ำ เป็นต้น

หากเราขาดการเตรียมการป้องกันปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ รัฐบาลอาจจะประสบปัญหาในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อนำไปชดเชยความเสียหาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่องบประมาณในด้านอื่น ๆ หรือในอีกแง่หนึ่ง รัฐอาจจะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการช่วยเหลือประชาชนก็เป็นได้ ซึ่งทำให้ประชาชนต้องประสบกับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงต้องตระหนักและไม่ลืมวางแผนอย่างเป็นระบบในเรื่องนี้ด้วย 

แม้การวางแผนและแนวทางเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ดีและสมควรทำยิ่ง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การสร้างและปลูกฝังจิตสำนึกให้กับประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ การเห็นคุณค่าของธรรมชาติ เพื่อเป็นแนวทางที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางเชิงรุกที่ควรทำควบคู่ไปกับการเตรียมการตั้งรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น

เรื่องโลกร้อน น้ำท่วม ต้องเป็น “เรื่องร้อน” ที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาพูดคุยและเตรียมรับมือ เพื่อกรุงเทพฯ ในปี 2050 จะเป็นเมืองน่าอยู่ โดยที่ชาวกรุงเทพฯ ไม่ต้องกลัวน้ำท่วม

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

ความร่วมมือรัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจ เพื่อพัฒนาไปสู่ประเทศรายได้สูง

วันที่ 26-27 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ สถาบันการสร้างชาติ (NBI) ร่วมกับสถาบันการสร้างชาติ มาเลเซีย และสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ International Conference on Nation-Building 2019 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 3 และเป็นครั้งแรกที่จะจัดงานในประเทศมาเลเซีย หัวข้อการประชุมในปีนี้ คือ “Connecting Government, Business and Civil Society towards the Development of a High Income Nation”

หัวข้อการประชุมครั้งนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก เพราะผมเชื่อว่า การสร้างชาติเป็นหน้าที่ของทุกคนและทุกภาคกิจ แต่ในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐกิจทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี ชอบผูกขาดการพัฒนาประเทศ ภาคธุรกิจดำเนินงานหากำไรเป็นจุดมุ่งโดยไม่ฝักใฝ่ไม่เชื่อมโยงกับสังคม และมักไม่ใส่ใจปัญหาสังคม ในขณะที่ภาคประชากิจมีอุดมการณ์แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐกิจและภาคธุรกิจเท่าที่ควร

การพัฒนาไปสู่ประเทศรายได้สูงเป็นเป้าหมายหนึ่งของการสร้างชาติ แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายมาก รายงานของธนาคารโลก ระบุว่า มีประเทศรายได้ปานกลางเพียง 13 จาก 101 ประเทศทั่วโลกในปี 1960 สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูง ในปี 2008 ความร่วมมือของทุกภาคกิจจึงมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศเพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)

ความร่วมมือ 3 ภาคกิจช่วยสนับสนุนการพัฒนาสู่ประเทศรายได้สูงได้อย่างไร?

ผมได้เสนอแนวคิด “อารยตรีกิจ” กล่าวคือ ในสังคมหนึ่ง ๆ ประกอบด้วย 3 ภาคกิจ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังคม ประกอบด้วย ภาครัฐกิจ ธุรกิจ และประชากิจ การเชื่อมโยง 3 ภาคกิจ จะสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูงได้ โดยผ่านการพัฒนา 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย

เศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovative Economy)

ผมได้นำเสนอ “ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านทางสังคม : คลื่นอารยะ 7 ลูก” (ในหนังสือ สยามอารยะ แมนนิเฟสโตฯ) ประเทศที่สามารถขี่ยอดคลื่นในแต่ละยุคได้ก่อนจะกลายเป็นประเทศชั้นนำของโลก ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่เศรษฐกิจความรู้ซึ่งมีเครื่องมือแห่งยุค คือ ศาสตร์ต่าง ๆ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่การสร้างนวัตกรรมในยุคนี้จะเกิดจากการร่วมสร้างสรรค์ (co-creation) และเกิดภายใต้ระบบนิเวศน์นวัตกรรม ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือจากภาครัฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาคประชากิจ

สังคมเสมอภาค (Inclusive Society)

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ติดกับดักรายได้ปานกลาง คือ ความไม่เท่าเทียมกันจวรรณกรรม ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่างๆ ติด บเดิม ที่เสื่อมถอยลง ทำให้ประเทศขาดแคลนทุนมนุษย์ ขาดพลังการบริโภค อาจทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ในขณะที่แนวโน้มสังคมมีความซับซ้อนหลากหลาย มีปัญหาข้ามขอบเขตมากขึ้น  การพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูงจึีคกิจ ามงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคกิจ เพราะภาครัฐกิจไม่มีกำลังพอจะดูแลทุกกลุ่มคน ทุกพื้นที่ ทุกประเด็นได้อย่างทั่วถึง และไม่สามารถจัดการปัญหาที่ซับซ้อนได้เพียงลำพัง

การเมืองบริบูรณ์ธรรม (Integrity Politics)

จากบทเรียนของประเทศต่าง ๆ การจะพัฒนาสู่ประเทศรายได้สูงได้นั้น คน ระบบ และบริบทของประเทศต้องมีสิ่งที่ผมเรียกว่า “ไตรภาวะ” ประกอบด้วย ภาวะการนำ ภาวะการบริหาร และภาวะคุณธรรม แต่ปัญหาคือ ประเทศรายได้ปานกลางจำนวนมากขาดธรรมาภิบาล เพราะนักการเมืองขาดเจตจำนงในการพัฒนาประเทศ แต่เข้าสู่อำนาจเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง การสร้างการเมืองบริบูรณ์ธรรมจึงต้องอาศัยความร่วมมือ 3 ภาคกิจ เพื่อสร้างฉันทานุมัติเกี่ยวกับทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ร่วมมือขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์

จะสร้างความร่วมมือ 3 ภาคกิจได้อย่างไร?

ผมมีข้อเสนอบางประการเกี่ยวกับการเชื่อมโยง 3 ภาคกิจ ดังนี้

สร้างอุดมการณ์ร่วม (Joint Ideology)

การสร้างความร่วมมือ 3 ภาคกิจควรเริ่มต้นที่การสร้างกระบวนทัศน์ความคิดร่วมกันก่อน ทั้งนี้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว ผมได้นำเสนอแนวคิด “อารยชาติทัศน์” (ในหนังสือ มองฝันวันข้างหน้าฯ) โดยกล่าวถึง กระบวนการทางความคิดในการสร้างชาติ เริ่มต้นจากการกำหนดอุดมการณ์แห่งชาติ แล้วนำไปสู่วิสัยทัศน์แห่งชาติ นโยบายแห่งชาติ วาระแห่งชาติและผลประโยชน์แห่งชาติในที่สุด อารยชาติทัศน์เป็นเหมือนพิมพ์เขียวสำหรับความร่วมมือกันสร้างชาติ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนตรงกันว่า จะสร้างชาติอย่างไร และลดความขัดแย้งในการร่วมมือกัน

สร้างความรับผิดชอบร่วม (Joint Responsibility)

ผมคิดว่า ความรับผิดชอบของทั้งสามภาคกิจควรเป็นลักษณะ “ความรับผิดชอบร่วม” ไม่ใช่ ความรับผิดชอบเพียงผู้เดียว (sole) บางส่วน (partial) ส่วนเพิ่ม (additional) หรือทางเลือก (optional) เพราะแต่ละภาคกิจมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน จึงควรรับผิดชอบร่วมกันเพื่อจัดการแต่ละประเด็นอย่างมีประสิทธิผล ภาครัฐกิจควรมีความรับผิดชอบหลักในเชิงปฐมกิจ (Primary Joint Responsibility) โดยมองภาพรวมของการพัฒนาประเทศ กระจายความรับผิดชอบหรือส่งเสริมให้ภาคกิจอื่น ๆ ร่วมขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นเอกภาพและบูรณาการ

สร้างสัญญาร่วม (Joint Contract)

หากพิจารณาบทบาทภาคกิจต่าง ๆ โมเดลการพัฒนาประเทศมี 2 โมเดลหลัก คือ “Big Business” ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่สร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น และ “Big Government” ซึ่งรัฐมีอำนาจกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน เน้นการสร้างความเท่าเทียม แต่มักจะขาดประสิทธิภาพและขาดความยืดหยุ่น ผมจึงขอเสนอทางเลือกที่ 3 คือ “Big Civil Society” หรือที่ผมสร้างทฤษฎีรองรับใหม่เรียกว่า “Neo-Social Contract” หรือ “สัญญาประชาคมใหม่” เน้นส่งเสริมบทบาทของภาคประชากิจ เพราะเป็นภาคกิจที่ใกล้ชิดประชาชน เข้าใจปัญหา มีอุดมการณ์ และได้รับความไว้วางใจมากกว่าภาคกิจอื่น แต่ขาดแคลนทรัพยากรและบุคลากร ภาคกิจอื่น ๆ จึงควรส่งเสริมให้มีศักยภาพและมีบทบาทมากขึ้น

สร้างแพลตฟอร์มร่วม (Joint Platform)

อุปสรรคของประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศ คือ ระบบการเมืองขาดคุณภาพ การพัฒนาประเทศจึงจำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน โดยสร้างแพลตฟอร์มหรือจัดระบบที่เอื้อต่อการร่วมมือกันให้เกิดปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือภายในภาคกิจเดียวกันและข้ามภาคกิจ ทั้งการจัดโครงสร้าง กระบวนการ กฎระเบียบ/มาตรฐาน ค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณี และสถาบันที่เอื้อให้เกิดชุมชนนักสร้างชาติ ปลดปล่อยศักยภาพของทุกภาคกิจอย่างเต็มที่ เพื่อการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ การพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศรายได้สูงเป็นเพียงเป้าหมายหนึ่งของการสร้างชาติ แต่ความสำเร็จที่แท้จริง คือ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในประเทศ และการเสียสละอุทิศตนของคนในชาติเพื่อผู้อื่น ดังคำกล่าวของ Napoleon Hill ที่ว่า “Great achievement is usually born of great sacrifice, and is never the result of selfishness

ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านที่ปรารถนาจะมีส่วนร่วมสร้างชาติ สละเวลามาร่วมเรียนรู้ แบ่งปันความรู้และประสบการณ์การสร้างชาติ กับบรรดานักสร้างชาติจากหลายประเทศทั่วโลก ในการประชุมครั้งนี้ครับ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

ทำไมต้องมีสถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute – NBI)

ท่านอาจเคยได้ยินมาว่า นับตั้งแต่ปี 1991 ประเทศญี่ปุ่นตกอยู่ในหลายทศวรรษที่หายไป (lost decades) ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะงักงันเป็นเวลายาวนาน และเพิ่งจะผงกหัวขึ้นมาได้บ้างเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่ผมจะแจ้งข่าวร้ายแก่ท่านว่า ประเทศไทยก็อยู่ใน lost decades เช่นกัน และอยู่มานานหลายทศวรรษ

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ที่หายไป โดยทศวรรษที่ 1 คือ ช่วงปี 2540 – 2550 เราเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ทศวรรษที่ 2 คือ ช่วงปี 2550 – 2560 เราเข้าสู่วิกฤตการเมืองซ้อนวิกฤตเศรษฐกิจ และเรากำลังเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ซึ่งผมคาดว่า ประเทศไทยอาจจะเกิดวิกฤตสังคมซ้อนวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการเมือง โดยแสดงชัดจากปัญหาความเหลื่อมล้ำที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ผมคิดว่าเราไม่สามารถปล่อยให้ประเทศชาติถดถอยต่อไปอีกได้ เราจึงต้องลุกขึ้นมาแก้วิกฤตทั้ง 3 และทางที่ดีที่สุด คือ การมีส่วนในการสร้างชาติ

ประเทศไทยสร้างรัฐสำเร็จแล้วมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 แต่ยังสร้างชาติไม่เสร็จ เพราะการสร้างชาติ คือ การสร้างศูนย์รวมใจคนด้วยอุดมการณ์แห่งชาติ แต่ประเทศไทยยังไม่มีอุดมการณ์แห่งชาติหรือระบบคิดหรือหลักคิดเบื้องหลังที่ชัดเจน ที่คอยผลักดันหรือจูงใจให้คนในชาติบรรลุความปรารถนาสูงสุดร่วมกัน

หากเราต้องการเห็นอุดมการณ์แห่งชาติและคาดหวังผลลัพธ์จากการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงประเทศมากกว่าที่เคยมี เคยเป็น เคยทำ เราต้องลงแรงคิด ใช้สติปัญญา และลงมือทำในระดับที่มากกว่าเดิม ซึ่งสถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute – NBI) เป็นรูปธรรมของความพยายามของผม ที่ลงแรงคิด ลงมือทำ ในระดับที่มากกว่าเดิม

ไม่มีสถาบันการสร้างชาติแล้วสร้างชาติไม่ได้หรือ? ทำไมต้องมีสถาบันการสร้างชาติ? เป็นคำถามที่ผมได้ยินมาตลอด จึงขออธิบายเหตุผลและให้คำตอบไว้ดังต่อไปนี้

ประการที่ 1 ประเทศไทยไม่สามารถสร้างอุดมการณ์ครอบจากบนลงล่างได้ จำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน เพราะประเทศไทยขาดแคลนนักการเมืองที่มีคุณภาพ ระบบการเมืองปิดกั้นคนดี เก่ง กล้า ขึ้นไปมีอำนาจรัฐ แต่หากมีบางคนขึ้นไปมีอำนาจได้โดยความบังเอิญ ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ ต่อให้ลี กวน ยูมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก็ยังยากที่จะทำให้ประเทศเคลื่อนไปข้างหน้า

การสร้างชาติเป็นหน้าที่และเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของภาครัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจ ไม่ใช่ของภาคกิจใดภาคกิจหนึ่ง แต่ต้องร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ สู่เป้าหมายการสร้างชาติร่วมกัน โดยสถาบันการสร้างชาติพยายามทำให้ภาครัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจ ร่วมมือกันอย่างบูรณาการเพื่อการสร้างชาติ โดยเริ่มต้นจากการจัดทำหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ ซึ่งนำผู้บริหารของทั้งสามภาคกิจ มาเรียนรู้และทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อการสร้างชาติ

ทั้งนี้ การสร้างการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน เริ่มต้นจากการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิด ผมเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ เริ่มที่การต่อสู้ทางความคิด เปลี่ยนความคิดด้วยการโน้มน้าวใจ ให้เหตุผล ทำเป็นแบบอย่างให้ดู เมื่อคนเปลี่ยนความคิด ก็จะสามารถเปลี่ยนประเทศไทยได้

ประการที่ 2 ยังไม่มีประเทศใดในโลกจัดตั้งสถาบันการสร้างชาติ เนื่องจากเป็นโมเดลใหม่ที่ผมคิดค้นขึ้น จากการตกผลึกทางความคิดและประสบการณ์จากการศึกษาและการทำงานใน 4 ทวีปหลักของโลก (อเมริกา ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย) ด้วยระยะเวลาทำงาน 40 ปีหลังจบปริญญาเอกมา ผมพยายามค้นหามหาวิทยาลัยที่สอนศาสตร์แห่งการสร้างชาติ แต่ผมก็ยังไม่พบ เพราะศาสตร์การสร้างชาตินั้น ต้องอาศัยการบูรณาการสหวิทยาการเข้าด้วยกัน ผมจึงต้องริเริ่มออกแบบหลักสูตรและสร้างสถาบันการสร้างชาติขึ้นมาเอง

สถาบันการสร้างชาติถูกก่อตั้งเป็นองค์กรขับเคลื่อนหลัก เพื่อบุกเบิกการเรียนรู้ศาสตร์การสร้างชาติ เป็นแหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอุดมการณ์ความรักชาติให้กับคนในสังคม เป็นแหล่งสร้าง ‘แกนนำคนสร้างชาติ’ และก่อกำเนิด ‘ชุมชนสร้างชาติ’ เพื่อช่วยกันดำเนินการตามพิมพ์เขียวการสร้างชาติที่ยอมรับร่วมกัน

มากกว่านั้น ผมได้วางแผนสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยและโลกในระยะยาว  ด้วยการสร้าง “มหาวิทยาลัยการสร้างชาติ (Nation-Building University)” ในอนาคต โดยตั้งเป้าให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก หรือเป็นฮาร์วาร์ดแห่งเอเชีย (Harvard of Asia) ที่เน้นการศึกษาศาสตร์และศิลป์การสร้างชาติอย่างบูรณาการ

ประการที่ 3 ความเป็นสถาบันจะนำไปสู่ความยั่งยืน เอาชนะเหนือกาลเวลา การจัดตั้งสถาบันการสร้างชาติเป็นความพยายามสร้างความเป็นสถาบันของขบวนการสร้างชาติ กล่าวคือ ทำให้การขับเคลื่อนการสร้างชาตินั้นอยู่ยั่งยืนยาวนาน โดยไม่ขึ้นกับตัวบุคคล เป็นความสามารถในการสืบทอดโครงสร้าง แนวคิด กฎเกณฑ์ ประเพณีปฏิบัติ ฐานเงินทุน ท่วงทำนอง จากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ โดยไม่ขาดตอน ทำให้อยู่รอดและอยู่ยาวนาน

สถาบันการสร้างชาติจะเป็นเสมือนเสาหลักในการพัฒนาองค์ความรู้และกำกับทิศทางการสร้างชาติ เพื่อให้อุดมการณ์และแนวทางการสร้างชาติจะยังคงอยู่ต่อไปในอนาคต ทำให้ทิศทางการสร้างชาติมีความสอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสังคม ประเทศ และโลกในอนาคต สถาบันฯ ยังเป็นแกนในการจัดตั้งสถาบัน วิทยาลัย และศูนย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชาติอย่างเจาะจง อาทิ สถาบันการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Institute) สถาบันอาหารโลก (World Food Institute) วิทยาลัยส่งเสริมสมรรถนะขั้นพื้นฐานสากล (Universal Basic Competency College) ศูนย์ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจน (Poverty Eradication Centre) ฯลฯ

สถาบันการสร้างชาติยังทำหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดชุมชนนักสร้างชาติที่รวมตัวกันเป็นมวลชนจำนวนมากที่มีพลัง ขยายออกทั้งในมิติพื้นที่ ประเด็น กลุ่มคน โดยสนับสนุนการจัดตั้งชมรมการสร้างชาติครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้าน ซอย ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด ครอบคลุมทุกประเด็น ทั้งการศึกษา สาธารณสุข การค้า สิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชน เป็นต้น และครอบคลุมทุกกลุ่มคน ทุกวัย โดยชุมชนสร้างชาติทุกกลุ่มอยู่ภายใต้โครงสร้างใหญ่ คือ คณะกรรมการการสร้างชาติภายใต้สภาการสร้างชาติ

สถาบันการสร้างชาติต้องการรับภาระจะเป็นสถาบันหลักของชาติในการสร้างผู้นำที่ มีทั้งภาวะการนำ ภาวะการบริหาร และภาวะคุณธรรม มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมอารยะเป็นมรดกทิ้งไว้ให้แก่ลูกหลานและคนรุ่นต่อไป บรรพบุรุษของเราสละชีพสละเนื้อเพื่อชาติ คนรุ่นเราจะสละความรู้ความสามารถสานต่ออุดมการณ์สร้างชาติ วางรากฐาน เป็นไหล่ให้คนรุ่นใหม่เหยียบขึ้นไปในอนาคต ด้วยการวาดวิสัยทัศน์กว้างไกลว่า ประเทศไทยจะเป็นต้นแบบนานาอารยะประเทศในอนาคต

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

วิเคราะห์ 3 โมเดลเศรษฐกิจ : อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จากการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกสมัยใหม่ รูปแบบและแนวทางการดำเนินการทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองกับปัญหาและสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา

หากพิจารณาในแง่ผู้เล่นที่มีบทบาทนำในระบบเศรษฐกิจ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบัน โลกเกิดการฟื้นคืนของโมเดลเศรษฐกิจ 2 โมเดลหลัก แต่ผมคาดการณ์และขอเสนอโมเดลใหม่ว่า อีกหนึ่งโมเดลกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

โมเดลที่ 1 ‘Big business’ (1979-2008)

เศรษฐกิจโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ภาครัฐกิจจำเป็นต้องแสดงบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม ภาคธุรกิจและประชากิจอยู่ในภาวะอ่อนแอจากผลของสงคราม

เศรษฐกิจโลกในยุคหลังสงครามโลกถูกเรียกว่า “Great Compression” เพราะเป็นช่วงที่ภาครัฐจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีในอัตราสูง เพื่อนำรายได้มาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังตัวอย่าง อัตราภาษีเงินได้ขั้นสูงสุดของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Income Tax Rate) ช่วงทศวรรษที่ 1950 – 1970 ซึ่งอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70

แต่หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันหลายครั้งในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และเกิดภาวะเงินเฟ้ออันเนื่องจากแรงผลักด้านต้นทุน (cost push inflation) ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่โมเดลที่ภาคธุรกิจมีบทบาทนำ

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในยุคนี้เป็นไปในแนวทางการส่งเสริมกลไกตลาด การลดข้อจำกัดและกฎระเบียบ การลดอัตราภาษี การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การลดบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ และการให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค

ดังตัวอย่างนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ในทศวรรษ 1980 ที่ถูกเรียกว่าเป็น “เศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน” (Supply-Side Economics) มีมาตรการสำคัญ คือ การผ่อนคลายกฎระเบียบ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การลดอัตราภาษี โดยอัตราภาษีเงินได้ขั้นสูงสุดที่จัดเก็บโดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ลดลงจากระดับร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 28 ในช่วงทศวรรษ 1980

โมเดลที่ 2 ‘Big government’ (2008-ปัจจุบัน)

การพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้โมเดล big business ทำให้เกิดการขยายตัวของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับสูง เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และส่งผลให้สัดส่วนของคนยากจนทั่วโลกลดลง

อย่างไรก็ตาม โมเดล big business ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจข้ามชาติเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แม้ธุรกิจเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ธุรกิจขนาดใหญ่มักเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมือง ทั้งในการกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ อาทิ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน  การฉ้อฉลของผู้บริหารจนสร้างความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นจำนวนมาก แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุด คือ ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงมากขึ้น จนยุคนี้ถูกเรียกว่า “Great Divergence”

ผลกระทบจากการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ได้สะสมความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งมีการประทุขึ้นของความไม่พอใจเป็นระยะ ๆ เช่น การประท้วงของกลุ่ม “Occupy Wall Street” เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ การต่อต้านการเปิดเสรีทางการค้า เป็นต้น แต่เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ วิกฤตซับไพร์ม ในปี 2008 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในภาคการเงินในประเทศตะวันตก ทำให้โมเดลเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีบทบาทนำถูกรื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง

สาเหตุที่ภาครัฐกิจกลับมามีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นในภาคการเงิน ส่งผลกระทบรุนแรงไปยังภาคเศรษฐกิจจริง (real sector) และสร้างความเสียหายรุนแรงมากเกินกว่าจะปล่อยให้ล้มลงได้ (too big, too fall) ภาครัฐของสหรัฐฯ และกลุ่มยูโรโซน รวมถึงญี่ปุ่น จึงต้องเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (quantitative easing)

นอกจากนี้ แนวคิดเศรษฐกิจที่ภาครัฐกิจมีบทบาทนำ ยังได้รับการสนับสนุนจากความสำเร็จของประเทศจีน ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปีจนถึงปัจจุบัน แม้รัฐบาลจีนเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมและแทรกแซงระบบเศรษฐกิจของจีน ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดเสรีนิยมที่พยายามลดบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ

โมเดล big government เน้นบทบาทของรัฐมากขึ้น ลดบทบาทของธุรกิจและกลไกตลาด โดยเฉพาะในการจัดสรรบริการสาธารณะและบริการทางสังคม ซึ่งโมเดลนี้เป็นความพยายามที่จะรับมือกับแรงกดดันทางสังคม อันเกิดจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การที่เทคโนโลยีกำลังเข้ามาแย่งงานของแรงงานจำนวนมาก รวมทั้งรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยเฉพาะการแข่งขันและการทำสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ

โมเดลที่ 3 “Big civil society” (อนาคต)

ผมคาดการณ์ว่า ในที่สุดแล้ว โมเดล big government จะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมมีความซับซ้อนมีพลวัตรมากขึ้น ทำให้ภาครัฐกิจไม่สามารถจัดบริการได้อย่างทั่วถึง และไม่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อภาครัฐกิจถดถอยลง

การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ จะทำให้มีผู้เล่นจำนวนมากขึ้นและมีพลังมากขึ้น จนภาครัฐกิจไม่สามารถควบคุมได้ เทคโนโลยีใหม่ยังทำให้เกิดการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ เพราะเอื้อให้เกิดธุรกรรมแบบบุคคลกับบุคคล (P2P) มากขึ้น ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) ซึ่งทำให้ผู้เล่นรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ประการสำคัญ คือ การปฏิวัติเทคโนโลยียังเอื้อให้เกิดกิจกรรมการร่วมสร้างสรรค์ (co-creation) และกิจกรรมที่ไม่แสวงหากำไรมากขึ้น

ภาคประชากิจจะทวีความเข้มแข็งมากขึ้น เทคโนโลยีใหม่จะช่วยเสริมพลังในการทำงานสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงปัญหาและความต้องการของสังคม การระดมทรัพยากร เงินทุน บุคลากร และอาสาสมัครเพื่องานสังคม การสร้างนวัตกรรมทางสังคม การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ปัจจุบัน เงาของโมเดลที่ 3 กำลังปรากฏขึ้นบางส่วน หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการของภาคประชากิจ ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การกำหนดนโยบายไปจนถึงภาคปฏิบัติ และรัฐบาลของหลายประเทศให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการประกอบการเพื่อสังคม (social enterprise) มากขึ้น

ผมจึงพยายามริเริ่มนำเสนอแนวคิด “Big Civil Society”  ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและตั้งตารอ วันที่ประเทศไทยจะเข้าสู่โมเดลเศรษฐกิจแบบที่ 3 อย่างเต็มรูปแบบ เพราะเมื่อถึงวันนั้น คำกล่าวที่ว่า “ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” จะได้กลายเป็นจริงเสียที

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

บทเรียนจากเกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี – เคล็ดลับเพื่อให้มีอายุยืนยาว 123 ปี อย่างมีคุณภาพ

เมื่อวันที่ 2 – 7 กันยายน 2562 ผมและนักศึกษาจากหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติรุ่นที่ 8 สถาบันการสร้างชาติ (NBI) ได้ไปดูงานที่ซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี โดยบทเรียนที่ตั้งใจไปเรียนรู้จากซาร์ดิเนีย คือ ทำอย่างไรให้คนอายุยืน 123 ปี อย่างมีคุณภาพ ? (more…)

Read More

บล็อกเชน: เครื่องมือของคลื่นอารยะลูกที่หก ‘สังคมความดี’

ผมกล่าวไว้นานราว 20 ปีแล้วว่า สังคมไทยต้องมีชนชั้นที่วัดด้วย “ความดีงาม”
ความดี จะเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหามากที่สุดในอนาคต เห็นได้จากปัจจุบัน มีกระแสการเรียกร้องให้เกิดมาตรฐานด้านคุณธรรม ระบบที่มีคุณธรรม ความโปร่งใส และภาคส่วนต่างๆ ต้องมีธรรมาภิบาลและมีความรับผิดชอบต่อสังคม หรืออาจกล่าวได้ว่า ความดีเป็นสิ่งที่สังคมในปัจจุบันโหยหา แต่ยังไปไม่ถึง (more…)

Read More

โมเดล “ตาข่าย 3 ชั้นเพื่อยุติความยากจน” (Poverty Solution Model)

การแก้ปัญหาความยากจนเป็นวาระสำคัญของทั่วโลก จนถูกบรรจุไว้เป็นเป้าหมายลำดับที่หนึ่งใน 17 เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) คือ “การยุติความยากจนทุกรูปแบบ” (end poverty in all its forms) ภายในปี 2030 (more…)

Read More

กรอบแนวคิดการพัฒนาเมืองและชนบท: “RUUR Models: Dr. Dan Rural and Urban Development Models”

ความเป็นเมือง (urbanization) เป็นผลจากความเติบโตทางเศรษฐกิจ และความเจริญที่กระจุกตัวที่เขตเมือง ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้น เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า และรายได้ที่สูงกว่า ยิ่งเศรษฐกิจเติบโตก็ยิ่งมีการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น ความเป็นเมืองจึงขยายตัวมากขึ้น

อัตราความเป็นเมือง (urbanization rate) ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากธนาคารโลก (World bank) ที่ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีแนวโน้มที่อัตราความเป็นเมืองเพิ่มมากขึ้น จากสัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองประมาณร้อยละ 50 ของประชากรโลกในปัจจุบัน เพิ่มเป็นร้อยละ 70 ในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาเมือง (urban development) จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญประการหนึ่งของการก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว เพราะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพและเร่งการสร้างนวัตกรรม ขจัดความยากจน สนับสนุนการบริโภคและการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงดึงดูดการลงทุน และในอนาคต อัตราความเป็นเมืองจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในทวีปเอเชียที่จะมีประชากรอาศัยอยู่เมืองประมาณครึ่งนึงของประชากรโลกที่อาศัยในเมืองทั้งหมด

อย่างไรก็ดี การพัฒนาเมืองย่อมมีอุปสรรคและข้อจำกัด และนำมาซึ่งผลกระทบเชิงลบอื่น ๆ อาทิ ปัญหาประชากรหนาแน่นมากเกินไป การจราจรติดขัด ปัญหามลภาวะ ปัญหาขยะ การขยายตัวออกของเมืองในแนวราบอย่างไม่เป็นระเบียบ การใช้ที่ดินไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันทำให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนตามมา  

ผมมองว่าการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องพัฒนาชนบท (rural development) ควบคู่กันไปด้วย กล่าวคือ ควรกระจายความเจริญไปยังท้องถิ่นในชนบทด้วย และทำให้เกิดการพัฒนาความเป็นเมืองที่มีคุณภาพ ทั้งจากการพัฒนาเมืองเดิมที่ด้อยพัฒนาให้เป็นเมืองที่พัฒนาแล้ว และพัฒนาจากชนบทจนกลายเป็นเมือง รวมทั้งการพัฒนาชนบทที่ด้อยพัฒนาให้เป็นชนบทที่มีระดับการพัฒนาสูงขึ้นด้วย

ผมขอเสนอกรอบแนวคิดการพัฒนาเมืองและชนบท เรียกว่า “RUUR Models: Dr. Dan Rural and Urban Development Modelsที่จำแนกเมืองและชนบทตามระดับการพัฒนา จำนวนประชากรและความหนาแน่นของประชากร ได้เป็น 4 พื้นที่ ได้แก่  

(1) ชนบทที่ด้อยพัฒนา (Underdeveloped rural area) คือ พื้นที่ที่มีจำนวนและความหนาแน่นประชากรต่ำ และยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือเรียกว่า เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของการพัฒนาชนบท

(2) ชนบทที่พัฒนาแล้ว (Developed rural area) คือ พื้นที่ที่มีจำนวนและความหนาแน่นประชากรต่ำ และได้รับการพัฒนาแล้วหรือเรียกว่า เป็นเป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาชนบท

(3) เมืองที่ด้อยพัฒนา (Underdeveloped urban area) คือ พื้นที่ที่มีจำนวนและความหนาแน่นประชากรสูง และยังไม่ได้รับการพัฒนา เช่น สลัม หรือเรียกว่าเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของการพัฒนาเมือง

(4) เมืองที่พัฒนาแล้ว (Developed urban area) คือ พื้นที่ที่มีจำนวนและความหนาแน่นประชากรสูง และได้รับการพัฒนาแล้วหรือเรียกว่า เป็นเป้าหมายของการพัฒนาเมืองและชนบท

          โดยมีทางเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองและชนบท เป็นดังต่อไปนี้

ทางเลือกที่ 1 การพัฒนาชนบทที่ด้อยพัฒนาเป็นชนบทที่พัฒนาแล้ว หรือ RuDev (Rural Development) เป็นยุทธศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงให้ชนบทมีความน่าอยู่ทันสมัย โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทางเลือกที่ 2 การพัฒนาชนบทที่ด้อยพัฒนาให้เป็นเมืองใหม่ที่พัฒนาแล้ว หรือ RuBan (Rural to Urban) เป็นยุทธศาสตร์การสร้างความเติบโต โดยการเพิ่มขั้วความเติบโต (growth pole) หรือ จุดที่เป็นเสาหลักการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และลดพื้นที่ที่ด้อยพัฒนาลง ดังตัวอย่าง รัฐบาลจีนประกาศสร้างคลัสเตอร์ (cluster) อภิมหาเมือง 11 เมือง ที่เชื่อมเมืองย่อยต่าง ๆ ด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง มุ่งพัฒนาชนบทที่อยู่กลางคลัสเตอร์ให้กลายเป็นเมืองใหม่ พร้อมทั้งกระจายความเจริญและลดความหนาแน่นของเมืองใหญ่ เป็นต้น

ทางเลือกที่ 3 การพัฒนาชนบทที่ด้อยพัฒนาให้เป็นเมืองเดิมที่พัฒนาแล้ว หรือ RuLink (Rural Link Urban) เป็นการเชื่อมโยงและหลอมรวมชนบทเข้ากับเมืองที่มีอยู่แล้ว โดยการพัฒนาชนบทอาจมีบทบาทในการพัฒนาเมือง อาทิ เป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการในเมือง เป็นฐานทรัพยากรและพลังงานเพื่อการพัฒนาเมืองและภาคเศรษฐกิจอื่น เป็นแหล่งจัดหาแรงงานให้กับภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ เป็นตลาดรองรับผลผลิตของเมือง เป็นต้น

ทางเลือกที่ 4 การพัฒนาเมืองที่ด้อยพัฒนาให้เป็นเมืองเดิมที่พัฒนาแล้ว UrDev (Urban Development) เป็นการทำให้เมืองมีความน่าอยู่ น่าท่องเที่ยว เน้นความยั่งยืน ดังยุทธศาสตร์เมือง 10 ส. ที่ผมเคยเสนอไว้ อันได้แก่ สะดวก สงบสุข สะอาด สุขสบาย สุขอนามัย สำราญ สวยงาม สมองสร้างสรรค์ สีขาว สืบสานวัฒนธรรม โดยอาจทำได้ด้วยวางผังเมืองอย่างดี มีมาตรการควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการอาชญากรรมที่เข้มงวด และมีการจัดการระบบจราจรที่ดี เป็นต้น

ทั้งนี้ การพัฒนาชนบทไม่ควรถูกจำกัดว่า ต้องเป็นการพัฒนาชนบทให้เป็นเมืองเท่านั้น แต่ผลสุดท้ายของการพัฒนาชนบท คือ ระดับการพัฒนาของพื้นที่จะต้องถูกยกระดับขึ้น และประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าพื้นที่ชนบทจะยังคงเป็นชนบทอยู่หรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้ แม้พื้นที่ชนบททั่วโลกยังพัฒนาไปอย่างเชื่องช้า เมื่อเทียบกับการพัฒนาเมือง แต่ความพยายามในการพัฒนาชนบทจะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและไม่ยอมแพ้ ในทำนองเดียวกัน แม้การพัฒนาเมืองจะเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเป็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของประชากรในเมือง

การพัฒนาเมืองและชนบทควรดำเนินการอย่างชาญฉลาด ทลายข้อจำกัดและเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ของการพัฒนาให้ได้ พร้อมทั้งสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน สังคม และประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างยั่งยืน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

สมรรถนะขั้นพื้นฐาน (Universal Basic Competency) : สิทธิของทุกคน

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านต่าง ๆ นำโดยเทคโนโลยีดิจิทัล กำลังสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็วในทุกมิติ ทั้งการผลิต การบริโภค การดำรงชีวิต วิธีคิด ระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ฯลฯ (more…)

Read More

การปรับปรุง BRI เพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียมกัน

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และปาฐกถาตามคำเชิญของ ‘New Silk Roads Network’ โดยเข้าร่วม 1st one-day Belt and Road Initiative (BRI) Symposium ในฐานะวิทยากรและผู้ดำเนินการประชุมในหลายเซสชั่นของการประชุม (more…)

Read More