ทำไมต้องมีสถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute – NBI)

ท่านอาจเคยได้ยินมาว่า นับตั้งแต่ปี 1991 ประเทศญี่ปุ่นตกอยู่ในหลายทศวรรษที่หายไป (lost decades) ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะงักงันเป็นเวลายาวนาน และเพิ่งจะผงกหัวขึ้นมาได้บ้างเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่ผมจะแจ้งข่าวร้ายแก่ท่านว่า ประเทศไทยก็อยู่ใน lost decades เช่นกัน และอยู่มานานหลายทศวรรษ

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ที่หายไป โดยทศวรรษที่ 1 คือ ช่วงปี 2540 – 2550 เราเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ทศวรรษที่ 2 คือ ช่วงปี 2550 – 2560 เราเข้าสู่วิกฤตการเมืองซ้อนวิกฤตเศรษฐกิจ และเรากำลังเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ซึ่งผมคาดว่า ประเทศไทยอาจจะเกิดวิกฤตสังคมซ้อนวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการเมือง โดยแสดงชัดจากปัญหาความเหลื่อมล้ำที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ผมคิดว่าเราไม่สามารถปล่อยให้ประเทศชาติถดถอยต่อไปอีกได้ เราจึงต้องลุกขึ้นมาแก้วิกฤตทั้ง 3 และทางที่ดีที่สุด คือ การมีส่วนในการสร้างชาติ

ประเทศไทยสร้างรัฐสำเร็จแล้วมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 แต่ยังสร้างชาติไม่เสร็จ เพราะการสร้างชาติ คือ การสร้างศูนย์รวมใจคนด้วยอุดมการณ์แห่งชาติ แต่ประเทศไทยยังไม่มีอุดมการณ์แห่งชาติหรือระบบคิดหรือหลักคิดเบื้องหลังที่ชัดเจน ที่คอยผลักดันหรือจูงใจให้คนในชาติบรรลุความปรารถนาสูงสุดร่วมกัน

หากเราต้องการเห็นอุดมการณ์แห่งชาติและคาดหวังผลลัพธ์จากการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงประเทศมากกว่าที่เคยมี เคยเป็น เคยทำ เราต้องลงแรงคิด ใช้สติปัญญา และลงมือทำในระดับที่มากกว่าเดิม ซึ่งสถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute – NBI) เป็นรูปธรรมของความพยายามของผม ที่ลงแรงคิด ลงมือทำ ในระดับที่มากกว่าเดิม

ไม่มีสถาบันการสร้างชาติแล้วสร้างชาติไม่ได้หรือ? ทำไมต้องมีสถาบันการสร้างชาติ? เป็นคำถามที่ผมได้ยินมาตลอด จึงขออธิบายเหตุผลและให้คำตอบไว้ดังต่อไปนี้

ประการที่ 1 ประเทศไทยไม่สามารถสร้างอุดมการณ์ครอบจากบนลงล่างได้ จำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน เพราะประเทศไทยขาดแคลนนักการเมืองที่มีคุณภาพ ระบบการเมืองปิดกั้นคนดี เก่ง กล้า ขึ้นไปมีอำนาจรัฐ แต่หากมีบางคนขึ้นไปมีอำนาจได้โดยความบังเอิญ ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ ต่อให้ลี กวน ยูมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก็ยังยากที่จะทำให้ประเทศเคลื่อนไปข้างหน้า

การสร้างชาติเป็นหน้าที่และเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของภาครัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจ ไม่ใช่ของภาคกิจใดภาคกิจหนึ่ง แต่ต้องร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ สู่เป้าหมายการสร้างชาติร่วมกัน โดยสถาบันการสร้างชาติพยายามทำให้ภาครัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจ ร่วมมือกันอย่างบูรณาการเพื่อการสร้างชาติ โดยเริ่มต้นจากการจัดทำหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ ซึ่งนำผู้บริหารของทั้งสามภาคกิจ มาเรียนรู้และทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อการสร้างชาติ

ทั้งนี้ การสร้างการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน เริ่มต้นจากการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิด ผมเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ เริ่มที่การต่อสู้ทางความคิด เปลี่ยนความคิดด้วยการโน้มน้าวใจ ให้เหตุผล ทำเป็นแบบอย่างให้ดู เมื่อคนเปลี่ยนความคิด ก็จะสามารถเปลี่ยนประเทศไทยได้

ประการที่ 2 ยังไม่มีประเทศใดในโลกจัดตั้งสถาบันการสร้างชาติ เนื่องจากเป็นโมเดลใหม่ที่ผมคิดค้นขึ้น จากการตกผลึกทางความคิดและประสบการณ์จากการศึกษาและการทำงานใน 4 ทวีปหลักของโลก (อเมริกา ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย) ด้วยระยะเวลาทำงาน 40 ปีหลังจบปริญญาเอกมา ผมพยายามค้นหามหาวิทยาลัยที่สอนศาสตร์แห่งการสร้างชาติ แต่ผมก็ยังไม่พบ เพราะศาสตร์การสร้างชาตินั้น ต้องอาศัยการบูรณาการสหวิทยาการเข้าด้วยกัน ผมจึงต้องริเริ่มออกแบบหลักสูตรและสร้างสถาบันการสร้างชาติขึ้นมาเอง

สถาบันการสร้างชาติถูกก่อตั้งเป็นองค์กรขับเคลื่อนหลัก เพื่อบุกเบิกการเรียนรู้ศาสตร์การสร้างชาติ เป็นแหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอุดมการณ์ความรักชาติให้กับคนในสังคม เป็นแหล่งสร้าง ‘แกนนำคนสร้างชาติ’ และก่อกำเนิด ‘ชุมชนสร้างชาติ’ เพื่อช่วยกันดำเนินการตามพิมพ์เขียวการสร้างชาติที่ยอมรับร่วมกัน

มากกว่านั้น ผมได้วางแผนสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยและโลกในระยะยาว  ด้วยการสร้าง “มหาวิทยาลัยการสร้างชาติ (Nation-Building University)” ในอนาคต โดยตั้งเป้าให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก หรือเป็นฮาร์วาร์ดแห่งเอเชีย (Harvard of Asia) ที่เน้นการศึกษาศาสตร์และศิลป์การสร้างชาติอย่างบูรณาการ

ประการที่ 3 ความเป็นสถาบันจะนำไปสู่ความยั่งยืน เอาชนะเหนือกาลเวลา การจัดตั้งสถาบันการสร้างชาติเป็นความพยายามสร้างความเป็นสถาบันของขบวนการสร้างชาติ กล่าวคือ ทำให้การขับเคลื่อนการสร้างชาตินั้นอยู่ยั่งยืนยาวนาน โดยไม่ขึ้นกับตัวบุคคล เป็นความสามารถในการสืบทอดโครงสร้าง แนวคิด กฎเกณฑ์ ประเพณีปฏิบัติ ฐานเงินทุน ท่วงทำนอง จากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ โดยไม่ขาดตอน ทำให้อยู่รอดและอยู่ยาวนาน

สถาบันการสร้างชาติจะเป็นเสมือนเสาหลักในการพัฒนาองค์ความรู้และกำกับทิศทางการสร้างชาติ เพื่อให้อุดมการณ์และแนวทางการสร้างชาติจะยังคงอยู่ต่อไปในอนาคต ทำให้ทิศทางการสร้างชาติมีความสอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสังคม ประเทศ และโลกในอนาคต สถาบันฯ ยังเป็นแกนในการจัดตั้งสถาบัน วิทยาลัย และศูนย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชาติอย่างเจาะจง อาทิ สถาบันการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Institute) สถาบันอาหารโลก (World Food Institute) วิทยาลัยส่งเสริมสมรรถนะขั้นพื้นฐานสากล (Universal Basic Competency College) ศูนย์ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจน (Poverty Eradication Centre) ฯลฯ

สถาบันการสร้างชาติยังทำหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดชุมชนนักสร้างชาติที่รวมตัวกันเป็นมวลชนจำนวนมากที่มีพลัง ขยายออกทั้งในมิติพื้นที่ ประเด็น กลุ่มคน โดยสนับสนุนการจัดตั้งชมรมการสร้างชาติครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้าน ซอย ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด ครอบคลุมทุกประเด็น ทั้งการศึกษา สาธารณสุข การค้า สิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชน เป็นต้น และครอบคลุมทุกกลุ่มคน ทุกวัย โดยชุมชนสร้างชาติทุกกลุ่มอยู่ภายใต้โครงสร้างใหญ่ คือ คณะกรรมการการสร้างชาติภายใต้สภาการสร้างชาติ

สถาบันการสร้างชาติต้องการรับภาระจะเป็นสถาบันหลักของชาติในการสร้างผู้นำที่ มีทั้งภาวะการนำ ภาวะการบริหาร และภาวะคุณธรรม มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมอารยะเป็นมรดกทิ้งไว้ให้แก่ลูกหลานและคนรุ่นต่อไป บรรพบุรุษของเราสละชีพสละเนื้อเพื่อชาติ คนรุ่นเราจะสละความรู้ความสามารถสานต่ออุดมการณ์สร้างชาติ วางรากฐาน เป็นไหล่ให้คนรุ่นใหม่เหยียบขึ้นไปในอนาคต ด้วยการวาดวิสัยทัศน์กว้างไกลว่า ประเทศไทยจะเป็นต้นแบบนานาอารยะประเทศในอนาคต

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

วิเคราะห์ 3 โมเดลเศรษฐกิจ : อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จากการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกสมัยใหม่ รูปแบบและแนวทางการดำเนินการทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองกับปัญหาและสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา

หากพิจารณาในแง่ผู้เล่นที่มีบทบาทนำในระบบเศรษฐกิจ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบัน โลกเกิดการฟื้นคืนของโมเดลเศรษฐกิจ 2 โมเดลหลัก แต่ผมคาดการณ์และขอเสนอโมเดลใหม่ว่า อีกหนึ่งโมเดลกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

โมเดลที่ 1 ‘Big business’ (1979-2008)

เศรษฐกิจโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ภาครัฐกิจจำเป็นต้องแสดงบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม ภาคธุรกิจและประชากิจอยู่ในภาวะอ่อนแอจากผลของสงคราม

เศรษฐกิจโลกในยุคหลังสงครามโลกถูกเรียกว่า “Great Compression” เพราะเป็นช่วงที่ภาครัฐจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีในอัตราสูง เพื่อนำรายได้มาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังตัวอย่าง อัตราภาษีเงินได้ขั้นสูงสุดของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Income Tax Rate) ช่วงทศวรรษที่ 1950 – 1970 ซึ่งอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70

แต่หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันหลายครั้งในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และเกิดภาวะเงินเฟ้ออันเนื่องจากแรงผลักด้านต้นทุน (cost push inflation) ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่โมเดลที่ภาคธุรกิจมีบทบาทนำ

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในยุคนี้เป็นไปในแนวทางการส่งเสริมกลไกตลาด การลดข้อจำกัดและกฎระเบียบ การลดอัตราภาษี การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การลดบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ และการให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค

ดังตัวอย่างนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ในทศวรรษ 1980 ที่ถูกเรียกว่าเป็น “เศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน” (Supply-Side Economics) มีมาตรการสำคัญ คือ การผ่อนคลายกฎระเบียบ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การลดอัตราภาษี โดยอัตราภาษีเงินได้ขั้นสูงสุดที่จัดเก็บโดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ลดลงจากระดับร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 28 ในช่วงทศวรรษ 1980

โมเดลที่ 2 ‘Big government’ (2008-ปัจจุบัน)

การพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้โมเดล big business ทำให้เกิดการขยายตัวของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับสูง เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และส่งผลให้สัดส่วนของคนยากจนทั่วโลกลดลง

อย่างไรก็ตาม โมเดล big business ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจข้ามชาติเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แม้ธุรกิจเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ธุรกิจขนาดใหญ่มักเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมือง ทั้งในการกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ อาทิ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน  การฉ้อฉลของผู้บริหารจนสร้างความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นจำนวนมาก แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุด คือ ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงมากขึ้น จนยุคนี้ถูกเรียกว่า “Great Divergence”

ผลกระทบจากการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ได้สะสมความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งมีการประทุขึ้นของความไม่พอใจเป็นระยะ ๆ เช่น การประท้วงของกลุ่ม “Occupy Wall Street” เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ การต่อต้านการเปิดเสรีทางการค้า เป็นต้น แต่เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ วิกฤตซับไพร์ม ในปี 2008 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในภาคการเงินในประเทศตะวันตก ทำให้โมเดลเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีบทบาทนำถูกรื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง

สาเหตุที่ภาครัฐกิจกลับมามีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นในภาคการเงิน ส่งผลกระทบรุนแรงไปยังภาคเศรษฐกิจจริง (real sector) และสร้างความเสียหายรุนแรงมากเกินกว่าจะปล่อยให้ล้มลงได้ (too big, too fall) ภาครัฐของสหรัฐฯ และกลุ่มยูโรโซน รวมถึงญี่ปุ่น จึงต้องเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (quantitative easing)

นอกจากนี้ แนวคิดเศรษฐกิจที่ภาครัฐกิจมีบทบาทนำ ยังได้รับการสนับสนุนจากความสำเร็จของประเทศจีน ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปีจนถึงปัจจุบัน แม้รัฐบาลจีนเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมและแทรกแซงระบบเศรษฐกิจของจีน ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดเสรีนิยมที่พยายามลดบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ

โมเดล big government เน้นบทบาทของรัฐมากขึ้น ลดบทบาทของธุรกิจและกลไกตลาด โดยเฉพาะในการจัดสรรบริการสาธารณะและบริการทางสังคม ซึ่งโมเดลนี้เป็นความพยายามที่จะรับมือกับแรงกดดันทางสังคม อันเกิดจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การที่เทคโนโลยีกำลังเข้ามาแย่งงานของแรงงานจำนวนมาก รวมทั้งรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยเฉพาะการแข่งขันและการทำสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ

โมเดลที่ 3 “Big civil society” (อนาคต)

ผมคาดการณ์ว่า ในที่สุดแล้ว โมเดล big government จะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมมีความซับซ้อนมีพลวัตรมากขึ้น ทำให้ภาครัฐกิจไม่สามารถจัดบริการได้อย่างทั่วถึง และไม่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อภาครัฐกิจถดถอยลง

การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ จะทำให้มีผู้เล่นจำนวนมากขึ้นและมีพลังมากขึ้น จนภาครัฐกิจไม่สามารถควบคุมได้ เทคโนโลยีใหม่ยังทำให้เกิดการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ เพราะเอื้อให้เกิดธุรกรรมแบบบุคคลกับบุคคล (P2P) มากขึ้น ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) ซึ่งทำให้ผู้เล่นรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ประการสำคัญ คือ การปฏิวัติเทคโนโลยียังเอื้อให้เกิดกิจกรรมการร่วมสร้างสรรค์ (co-creation) และกิจกรรมที่ไม่แสวงหากำไรมากขึ้น

ภาคประชากิจจะทวีความเข้มแข็งมากขึ้น เทคโนโลยีใหม่จะช่วยเสริมพลังในการทำงานสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงปัญหาและความต้องการของสังคม การระดมทรัพยากร เงินทุน บุคลากร และอาสาสมัครเพื่องานสังคม การสร้างนวัตกรรมทางสังคม การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ปัจจุบัน เงาของโมเดลที่ 3 กำลังปรากฏขึ้นบางส่วน หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการของภาคประชากิจ ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การกำหนดนโยบายไปจนถึงภาคปฏิบัติ และรัฐบาลของหลายประเทศให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการประกอบการเพื่อสังคม (social enterprise) มากขึ้น

ผมจึงพยายามริเริ่มนำเสนอแนวคิด “Big Civil Society”  ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและตั้งตารอ วันที่ประเทศไทยจะเข้าสู่โมเดลเศรษฐกิจแบบที่ 3 อย่างเต็มรูปแบบ เพราะเมื่อถึงวันนั้น คำกล่าวที่ว่า “ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” จะได้กลายเป็นจริงเสียที

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

บทเรียนจากเกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี – เคล็ดลับเพื่อให้มีอายุยืนยาว 123 ปี อย่างมีคุณภาพ

เมื่อวันที่ 2 – 7 กันยายน 2562 ผมและนักศึกษาจากหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติรุ่นที่ 8 สถาบันการสร้างชาติ (NBI) ได้ไปดูงานที่ซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี โดยบทเรียนที่ตั้งใจไปเรียนรู้จากซาร์ดิเนีย คือ ทำอย่างไรให้คนอายุยืน 123 ปี อย่างมีคุณภาพ ? (more…)

Read More

บล็อกเชน: เครื่องมือของคลื่นอารยะลูกที่หก ‘สังคมความดี’

ผมกล่าวไว้นานราว 20 ปีแล้วว่า สังคมไทยต้องมีชนชั้นที่วัดด้วย “ความดีงาม”
ความดี จะเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหามากที่สุดในอนาคต เห็นได้จากปัจจุบัน มีกระแสการเรียกร้องให้เกิดมาตรฐานด้านคุณธรรม ระบบที่มีคุณธรรม ความโปร่งใส และภาคส่วนต่างๆ ต้องมีธรรมาภิบาลและมีความรับผิดชอบต่อสังคม หรืออาจกล่าวได้ว่า ความดีเป็นสิ่งที่สังคมในปัจจุบันโหยหา แต่ยังไปไม่ถึง (more…)

Read More

โมเดล “ตาข่าย 3 ชั้นเพื่อยุติความยากจน” (Poverty Solution Model)

การแก้ปัญหาความยากจนเป็นวาระสำคัญของทั่วโลก จนถูกบรรจุไว้เป็นเป้าหมายลำดับที่หนึ่งใน 17 เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) คือ “การยุติความยากจนทุกรูปแบบ” (end poverty in all its forms) ภายในปี 2030 (more…)

Read More

สมรรถนะขั้นพื้นฐาน (Universal Basic Competency) : สิทธิของทุกคน

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านต่าง ๆ นำโดยเทคโนโลยีดิจิทัล กำลังสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็วในทุกมิติ ทั้งการผลิต การบริโภค การดำรงชีวิต วิธีคิด ระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ฯลฯ (more…)

Read More

การปรับปรุง BRI เพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียมกัน

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และปาฐกถาตามคำเชิญของ ‘New Silk Roads Network’ โดยเข้าร่วม 1st one-day Belt and Road Initiative (BRI) Symposium ในฐานะวิทยากรและผู้ดำเนินการประชุมในหลายเซสชั่นของการประชุม (more…)

Read More

การพัฒนาความร่วมมือของอาเซียนในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

เมื่อวันที่ 23 – 24 มิถุนายนที่ผ่านมา สถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute) ได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับ Kingsley Strategic Institute (KSI), ASEAN Business Advisory Council (ASEAN-BAC), ASEAN Studies Centre และ The Asia Centre ในการจัดงาน ASEAN Community Leadership and Partnership Forum 2019 ในหัวข้อ “Building Partnerships for a Sustainable and Inclusive ASEAN” (more…)

Read More

BRI ผลกระทบในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์

ในช่วงต้นปี 2019 มีสองเหตุการณ์สำคัญที่แสดงความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญของความริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) คือ การที่อิตาลีร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจกับจีนภายใต้กรอบ BRI เป็นประเทศแรกในกลุ่ม G7 และสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ใน BRI Forum ครั้งที่ 2 ซึ่งระบุถึงทิศทางนโยบายการเปิดตลาดในประเทศจีนมากขึ้น (more…)

Read More

ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ VS ทุนนิยมคุณธรรม (Virtus Capitalism)

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา คือ ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ หรือ Modern Monetary Theory (MMT) ซึ่งถูกจุดกระแสโดยนักการเมืองพรรคเดโมแครต ที่นำเสนอนโยบาย Green New Deal (more…)

Read More