เมื่อเร็วๆนี้ นิตยสารทราเวลแอนด์เลเชอร์ สำรวจความเห็นผู้อ่านเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประจำปี 2551 ผลปรากฎ ดังนี้
 
          เมืองที่ดีที่สุด กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปีนี้ ด้วยคะแนน 87.61 พุ่งขึ้นจากอันดับ 3 เมื่อปีที่แล้ว ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ กรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ได้คะแนน 87.24   อันดับ 3 ได้แก่ เคปทาวน์ แอฟริกาใต้ ได้คะแนน 86.59
 
          อันดับ 4 ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ได้คะแนน 86.49   ขณะเมืองฟลอเรนซ์ ในอิตาลี แชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้วหล่นไปอยู่อันดับ 5 มีคะแนน 86.24   ในส่วนของการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในเอเชียเรียงตามลำดับดังนี้  กรุงเทพฯ รั้งอันดับ 1 เช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้ว เกียวโต ญี่ปุ่น ซึ่งมีคะแนน 84.27  เชียงใหม่ 84.14  ฮ่องกง 83.69  อุทัยปุระ อินเดีย 83.51

ดร. แดนปั่นจักรยานแนะนำตัวที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชื่นชมวิถีชีวิตของนักศึกษาที่ในการเดินทางโดยจักรยาน มีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อมและการอยู่แบบพอเพียง ได้นำเสนอนโยบายที่จะช่วยให้กรุงเทพเป็นเมืองน่าอยู่ การรักษาสิ่งแวดล้อม กำจัดขยะ -ขยะพิษ การบำบัดน้ำเสีย การสร้างสวนเพื่อฟอกอากาศ และลดปัญหาจราจรโดย Metro Port

{youtube}Kv5Gw4l2fHk{/youtube}

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ หมายเลข 2 ได้ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกที่สวนเบญจสิริ โดยได้ตอบคำถามที่ค้างคาใจหลายคนมานานกว่า 4 เดือนว่า ”ทำไมต้องสร้างเมืองด้วยปัญญา” โดย ดร.แดน กล่าวว่า ปัญหาที่ กทม.จนปัญญา เปลี่ยนผู้ว่าฯ ไม่รู้กี่คนต่อกี่คนก็แก้ไม่ได้ ซึ่งมักมีข้ออ้างว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ ไม่มีงบประมาณ ขาดแคลนกำลังคน ปัญหาเหล่านี้ตนมั่นใจแก้ได้ โดยต้องใช้ปัญญาแก้ปัญหา
          “ถ้าใช้วิธีเดิม ๆ ก็เหมือนเดิมครับ แก้อะไรไม่ได้ แต่ถ้าใช้ปัญญา ก็แก้ได้ทุกปัญหา อย่างเช่นเรื่องจราจร ต้องคิดนอกกรอบความจำกัด ทุกคนคิดแก้ปัญหาจราจร ด้วยการผลักดันขนส่งมวลชนขนาดใหญ่และหยุดรถเข้าเมือง แต่ผมจะทำมากกว่านั้น คือ “หยุดคนเข้าเมือง” ด้วย แทนที่คนจะต้องเดินทางไปที่ทำงาน เราก็ยกที่ทำงานมาไว้ใกล้ ๆ บ้าน โดยสร้างเมโทรพอร์ต ที่ทำงานใกล้บ้าน ชานเมือง  ทำได้โดยใช้มาตรการจูงใจทางภาษีดึงเอกชนเข้ามาลงทุน และผลักดันให้กรุงเทพเป็น มหานครไวแมกซ์ ซึ่งเป็นจริงได้ครับ เพราะผมจะขอความกรุณาให้ กทช. อนุมัติใบอนุญาตประกอบการภายในปีนี้ หลังจากนั้น จะมีภาคเอกชนเข้ามาลงทุนได้เป็นขั้นตอนต่อไปโดยกทม.จะประสานร่วมมือกับภาคเอกชนเหล่านี้ ในการให้บริการแก่พี่น้องชาวกทม.
 

          นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  ลงพื้นที่หาเสียงกับ อาจารย์และนักเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก พร้อมชูนโยบายด้านการศึกษา 3 ข้อ คือ

  • ผลักดันให้โรงเรียนสังกัด กทม. ทุกแห่งเป็นโรงเรียน 2 ภาษาภายใน 4 ปี โดย 2 ปี แรกอาจมีโรงเรียน 2 ภาษาเขตละ 1 แห่งครบทั้ง 50 เขต และจัดตั้งศูนย์ปฏิวัฒน์โรงเรียน กทม.2 ภาษา โดยให้เด็กยากจนได้สิทธิเรียนก่อน ในอัตราส่วน 70 ต่อ 30กทม.2 ภาษา โดยให้เด็กยากจนได้สิทธิเรียนก่อน ในอัตราส่วน 70 ต่อ 30
  • พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้โรงเรียนใน กทม. 435 แห่ง เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ เทียบเท่าโรงเรียนชั้นนำ โดยให้เอกชนมีส่วนร่วมใช้ระบบความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หรือซีเอสอาร์ โดยให้ 435 บริษัทดูแล
  • ผลักดันให้มีมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ให้โอกาสผู้เรียนใน กทม.ที่มีผลการเรียนดี เกรดเฉลี่ยมากกว่า 2.75 ขึ้นไป จะได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยกทม.ฟรี และรับประกันการมีงานทำ เบื้องต้นจะเปิด 4 คณะ คือ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะท่องเที่ยวและการโรงแรม และคณะนิเทศศาสตร์ รับประกันผู้สำเร็จการศึกษาจะมีงานทำและต้องใช้ทุนให้ กทม. 5 ปี โดยมหาวิทยาลัย กทม.จะได้รับงบอุดหนุนจาก กทม.ปีละ 300 ล้านบาท

แหล่งที่มา  http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000109767&Keyword=%a1%b7%c1.&#Opinion

          ดร.แดน เบอร์ 2 ชี้ คนกรุงเทพฯ ต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเทียบเท่าโรงเรียนชั้นนำ พูดได้สองภาษาอย่างคล่องแคล่ว และได้เรียนถึงอุดมศึกษา เพื่อพัฒนา กทม.
          เมื่อช่วงเช้า ณ โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก วันอังคารที่ 16 กันยายน ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ หมายเลข 2 ได้ไปลงพื้นที่พบปะครูและนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ และเปิดนโยบายด้านการศึกษาของคน กทม. โดยคิดดัง ๆ ให้ฟังว่า”อยากพัฒนาการศึกษาของ กทม. เพื่อคน กทม.” ให้ทุกคนได้เข้าถึง โดยเฉพาะผู้ที่จำกัดทางเศรษฐกิจ ได้เรียนฟรี มีคุณภาพ และกลับมาช่วยพัฒนา กทม. ของเรา
          ดร.แดน ไม่หวั่น พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ชู 300 นโยบาย ชวนคนกรุงฯเป็น 'หุ้นส่วน' ปฏิวัฒน์กรุงเทพฯ ด้วยปัญญา สร้างเมืองน่าอยู่ครบทุกด้านแบบไม่สร้างภาพ
          เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางมาลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมด้วยผู้ที่มาให้กำลังใจจำนวนมากในทุกสาขาอาชีพ ทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ โดย ดร.แดน ได้กล่าวภายหลังจับหมายเลขผู้สมัครได้หมายเลข 2 ว่า พอใจกับหมายเลขที่ได้รับ และมั่นใจในความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งด้านประสบการณ์ นโยบาย ความเป็นอิสระ และมีทีมงานที่ดี
          ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร กล่าวในงานเสวนาเรื่อง แนวทางเสริมสร้างความสุขคนทำงานในเมืองกรุง จัดโดย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เมื่อวันอังคารที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า นโยบายสำหรับกลุ่มคนทำงาน มีความตั้งใจทำให้คนกรุงเทพฯ มีแต่วัน ‘สุข’ ไม่มีวันหยุด โดยได้แจงนโยบายสร้างความสุขคนเมือง 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วันไม่มีวันหยุด
          ดร.เกรียงศักดิ์ ได้นำเสนอนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของคนทำงาน ตั้งแต่ตอนเช้า เดินทางอย่างมีความสุข โดยผลักดันเร่งสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินครอบคลุมพื้นที่ กทม. 10 สายครึ่ง เพิ่มเส้นทางลาดพร้าว – บางกะปิ และครึ่งสาย รามคำแหง – ลำสาลี เพิ่มจุดจอดรถ Park and Ride มีบัตร Bangkok Card บัตรเดียวเดินทางได้ทั้งระบบ สนับสนุนรถเมล์ติด GPS ผู้โดยสารโทรเช็คได้ไม่เสียเวลารอ
          นอกจากนี้ ยังได้ รื่นรมย์ชมเมือง ขณะเดินทาง ด้วยนโยบาย สร้างเมืองสวยด้วยไม้งาม สตรีท เฟอร์นิเจอร์ เกาะกลางถนนมีดอกไม้งาม 50 เขต 50 สี ทางเท้าสวย แผงลอยสะอาด สายไฟลงดิน รวมทั้งเพิ่มเส้นทางเดินลอยฟ้า ทางเลื่อน ทางเดินใต้ดิน กลางใจเมือง
ในกรณีของครอบครัวที่มีลูกอ่อน แต่ต้องทำงานและพ่อแม่สูงอายุ ที่ต้องมีคนดูแล ต่อไปจะได้อยู่ใกล้ชิดกัน ด้วยนโยบาย จัดตั้ง  “เนอร์สเซอรี่สองวัย” ในสถานประกอบการ 
          ตอนกลางวัน จะมีความสุขในการรับประทาน เพราะจะยกระดับความปลอดภัย ด้วยการติดป้ายตัวชี้วัดอาหารปลอดภัย และจะประกาศสงครามกับหนู แมลงสาบ ยุง แมลงวัน ลดการแพร่พันธุ์และแพร่โรคร้ายใกล้ตัว
          ตอนเย็น ยังไม่อยากกลับบ้าน สามารถขึ้นไปพักผ่อน ออกกำลังกาย โดยจะสนับสนุนให้สร้างสวนหย่อมลอยฟ้า ทุกอาคาร และส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในกีฬาเพื่อคนทำงาน
          ตอนกลางคืน มั่นใจกลับบ้านอย่างปลอดภัย ด้วยนโยบายจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังเมือง 24 ชม ศูนย์บัญชาการเดียวที่เฝ้าระวังภัยทุกประเภทในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะความปลอดภัยของสตรี 
         ส่วนวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ เตรียมกิจกรรมสำหรับครอบครัว อาทิ สร้าง ศูนย์นันทนาการครบวงจร ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ  สร้างสวนสาธารณะต้นแบบ เปิดพื้นที่สำหรับคนกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาใช้ประโยชน์ รองรับความต้องการของกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่ สร้าง สวนสมองคนเมือง  Brain Bank Park  เป็นแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่ว กทม.
          “ทุกวันนี้ ผมเห็นว่า การอยู่ในเมืองใหญ่ ”ขโมยความสุข” ของเราโดยไม่รู้ตัว คนทำงานมีความสุขน้อยลง แต่ความเครียดกลับเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ออกจากบ้าน เจอรถติด รถเมล์รอนาน สูดควันพิษ ทำงานอึดอัดแต่ในห้องสี่เหลี่ยม ทานอาหารริมทาง ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ผมอยากเป็นผู้ว่าฯ ที่สร้าง “เมืองแห่งความสุข” สำหรับทุกคน” ดร.แดนกล่าวในตอนท้าย

          ดร.แดน เบอร์ 2 ย้ำชัดกรุงเทพฯต้องไต่อันดับเมืองน่าอยู่ จากอันดับ 109 ให้ติดอันดับ TOP20 ในอีก 10 ปีข้างหน้า ไม่หวั่นคู่แข่ง มั่นใจ 300 นโยบายทำได้แน่
          เมื่อเวลา 16.00 – 17.30 น. บริเวณสวนเบญจศิริ วันอังคารที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ หมายเลข 2 ให้สัมภาษณ์รายการ ข่าวข้นคนข่าว ช่อง 9 ในหัวข้อ “ทำให้ กทม. เป็นเมืองน่าอยู่ได้อย่างไร” โดยกล่าวว่า ต้องการทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองน่าอยู่ ไม่ใช่เป็นเพียงเมืองน่าเที่ยวเท่านั้น เพราะการเป็นเมืองน่าอยู่นั้น จำเป็นสำหรับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯทุกคน โดยตั้งใจจะยกระดับให้กรุงเทพฯติดอันดับ 1 ใน 20 เมืองน่าอยู่ของโลกในปี 2560 ให้ได้จากตอนนี้รั้งท้าย ตกอันดับลงเรื่อย ๆ อยู่ถึงอันดับที่ 109

          “ดร.แดน” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ หมายเลข 2 เดินสายพบพี่น้อง เยี่ยมสถานบันเทิง บนถนนเอกมัย พร้อมรับฟังปัญหา เตรียมหาทางออกให้คนกรุงเทพฯ มีความปลอดภัยมากขึ้น ด้วยนโยบายศูนย์เฝ้าระวังเมือง 24 ชั่วโมง

          นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร.แดน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชนย่านปิ่นเกล้าท่ามกลางสายฝน ชูนโยบายรถไฟฟ้า 10 สายครึ่งแก้ปัญหาจราจร ครึ่งสายแรก ทำส่วนต่อขยายจากสนามกีฬาแห่งชาติมายังสะพานพระปิ่นเกล้า ระยะทาง 5 กิโลเมตร แบ่งเป็นทางยกระดับ 1.3 กิโลเมตร ใต้ดิน 3.7 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 12,000 ล้านบาท และสายลาดพร้าว-บางกะปิ ระยะทาง 9 กิโลเมตร เป็นระบบใต้ดินทั้งหมด เชื่อมต่อกับสายสีส้มของรัฐบาลที่บางกะปิ และรถไฟฟ้าใต้ดินรัชดาภิเษก งบประมาณ 27,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองสายไม่อยู่ในแผนสร้างรถไฟฟ้า 9 สายของรัฐบาล

           นายเกรียงศักดิ์ ยืนยันว่า สามารถทำโครงการดังกล่าวให้เป็นจริงได้ โดยอาศัยแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มาบริหาร ซึ่งที่ผ่านมาผู้บริหารมักใช้วิธีแก้ปัญหาตามเงินที่มีอยู่ แต่ที่จริงแล้วมีวิธีการที่สามารถทำได้สำเร็จโดยเบื้องต้นจะผลักดันเข้าใน แผนของรัฐบาล หากไม่สำเร็จจะใช้วิธีแบบพีพีพี (Public Private Partnership) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วโลก โดยให้สิทธิพิเศษกับเอกชนที่มาร่วมลงทุน และหากไม่สำเร็จอีก กทม.ก็จะลงทุนทำเอง โดยวางแผนระยะยาว ไม่ต้องเสียงบประมาณแต่ละปีไปจำนวนมาก

Syndicate content
© 2010 Kriengsak Chareonwongsak. Drupal theme by Kiwi Themes.