ความร่วมมือรัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจ เพื่อพัฒนาไปสู่ประเทศรายได้สูง

วันที่ 26-27 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ สถาบันการสร้างชาติ (NBI) ร่วมกับสถาบันการสร้างชาติ มาเลเซีย และสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ International Conference on Nation-Building 2019 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 3 และเป็นครั้งแรกที่จะจัดงานในประเทศมาเลเซีย หัวข้อการประชุมในปีนี้ คือ “Connecting Government, Business and Civil Society towards the Development of a High Income Nation”

หัวข้อการประชุมครั้งนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก เพราะผมเชื่อว่า การสร้างชาติเป็นหน้าที่ของทุกคนและทุกภาคกิจ แต่ในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐกิจทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี ชอบผูกขาดการพัฒนาประเทศ ภาคธุรกิจดำเนินงานหากำไรเป็นจุดมุ่งโดยไม่ฝักใฝ่ไม่เชื่อมโยงกับสังคม และมักไม่ใส่ใจปัญหาสังคม ในขณะที่ภาคประชากิจมีอุดมการณ์แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐกิจและภาคธุรกิจเท่าที่ควร

การพัฒนาไปสู่ประเทศรายได้สูงเป็นเป้าหมายหนึ่งของการสร้างชาติ แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายมาก รายงานของธนาคารโลก ระบุว่า มีประเทศรายได้ปานกลางเพียง 13 จาก 101 ประเทศทั่วโลกในปี 1960 สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูง ในปี 2008 ความร่วมมือของทุกภาคกิจจึงมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศเพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)

ความร่วมมือ 3 ภาคกิจช่วยสนับสนุนการพัฒนาสู่ประเทศรายได้สูงได้อย่างไร?

ผมได้เสนอแนวคิด “อารยตรีกิจ” กล่าวคือ ในสังคมหนึ่ง ๆ ประกอบด้วย 3 ภาคกิจ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังคม ประกอบด้วย ภาครัฐกิจ ธุรกิจ และประชากิจ การเชื่อมโยง 3 ภาคกิจ จะสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูงได้ โดยผ่านการพัฒนา 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย

เศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovative Economy)

ผมได้นำเสนอ “ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านทางสังคม : คลื่นอารยะ 7 ลูก” (ในหนังสือ สยามอารยะ แมนนิเฟสโตฯ) ประเทศที่สามารถขี่ยอดคลื่นในแต่ละยุคได้ก่อนจะกลายเป็นประเทศชั้นนำของโลก ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่เศรษฐกิจความรู้ซึ่งมีเครื่องมือแห่งยุค คือ ศาสตร์ต่าง ๆ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่การสร้างนวัตกรรมในยุคนี้จะเกิดจากการร่วมสร้างสรรค์ (co-creation) และเกิดภายใต้ระบบนิเวศน์นวัตกรรม ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือจากภาครัฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาคประชากิจ

สังคมเสมอภาค (Inclusive Society)

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ติดกับดักรายได้ปานกลาง คือ ความไม่เท่าเทียมกันจวรรณกรรม ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่างๆ ติด บเดิม ที่เสื่อมถอยลง ทำให้ประเทศขาดแคลนทุนมนุษย์ ขาดพลังการบริโภค อาจทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ในขณะที่แนวโน้มสังคมมีความซับซ้อนหลากหลาย มีปัญหาข้ามขอบเขตมากขึ้น  การพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูงจึีคกิจ ามงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคกิจ เพราะภาครัฐกิจไม่มีกำลังพอจะดูแลทุกกลุ่มคน ทุกพื้นที่ ทุกประเด็นได้อย่างทั่วถึง และไม่สามารถจัดการปัญหาที่ซับซ้อนได้เพียงลำพัง

การเมืองบริบูรณ์ธรรม (Integrity Politics)

จากบทเรียนของประเทศต่าง ๆ การจะพัฒนาสู่ประเทศรายได้สูงได้นั้น คน ระบบ และบริบทของประเทศต้องมีสิ่งที่ผมเรียกว่า “ไตรภาวะ” ประกอบด้วย ภาวะการนำ ภาวะการบริหาร และภาวะคุณธรรม แต่ปัญหาคือ ประเทศรายได้ปานกลางจำนวนมากขาดธรรมาภิบาล เพราะนักการเมืองขาดเจตจำนงในการพัฒนาประเทศ แต่เข้าสู่อำนาจเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง การสร้างการเมืองบริบูรณ์ธรรมจึงต้องอาศัยความร่วมมือ 3 ภาคกิจ เพื่อสร้างฉันทานุมัติเกี่ยวกับทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ร่วมมือขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์

จะสร้างความร่วมมือ 3 ภาคกิจได้อย่างไร?

ผมมีข้อเสนอบางประการเกี่ยวกับการเชื่อมโยง 3 ภาคกิจ ดังนี้

สร้างอุดมการณ์ร่วม (Joint Ideology)

การสร้างความร่วมมือ 3 ภาคกิจควรเริ่มต้นที่การสร้างกระบวนทัศน์ความคิดร่วมกันก่อน ทั้งนี้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว ผมได้นำเสนอแนวคิด “อารยชาติทัศน์” (ในหนังสือ มองฝันวันข้างหน้าฯ) โดยกล่าวถึง กระบวนการทางความคิดในการสร้างชาติ เริ่มต้นจากการกำหนดอุดมการณ์แห่งชาติ แล้วนำไปสู่วิสัยทัศน์แห่งชาติ นโยบายแห่งชาติ วาระแห่งชาติและผลประโยชน์แห่งชาติในที่สุด อารยชาติทัศน์เป็นเหมือนพิมพ์เขียวสำหรับความร่วมมือกันสร้างชาติ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนตรงกันว่า จะสร้างชาติอย่างไร และลดความขัดแย้งในการร่วมมือกัน

สร้างความรับผิดชอบร่วม (Joint Responsibility)

ผมคิดว่า ความรับผิดชอบของทั้งสามภาคกิจควรเป็นลักษณะ “ความรับผิดชอบร่วม” ไม่ใช่ ความรับผิดชอบเพียงผู้เดียว (sole) บางส่วน (partial) ส่วนเพิ่ม (additional) หรือทางเลือก (optional) เพราะแต่ละภาคกิจมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน จึงควรรับผิดชอบร่วมกันเพื่อจัดการแต่ละประเด็นอย่างมีประสิทธิผล ภาครัฐกิจควรมีความรับผิดชอบหลักในเชิงปฐมกิจ (Primary Joint Responsibility) โดยมองภาพรวมของการพัฒนาประเทศ กระจายความรับผิดชอบหรือส่งเสริมให้ภาคกิจอื่น ๆ ร่วมขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นเอกภาพและบูรณาการ

สร้างสัญญาร่วม (Joint Contract)

หากพิจารณาบทบาทภาคกิจต่าง ๆ โมเดลการพัฒนาประเทศมี 2 โมเดลหลัก คือ “Big Business” ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่สร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น และ “Big Government” ซึ่งรัฐมีอำนาจกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน เน้นการสร้างความเท่าเทียม แต่มักจะขาดประสิทธิภาพและขาดความยืดหยุ่น ผมจึงขอเสนอทางเลือกที่ 3 คือ “Big Civil Society” หรือที่ผมสร้างทฤษฎีรองรับใหม่เรียกว่า “Neo-Social Contract” หรือ “สัญญาประชาคมใหม่” เน้นส่งเสริมบทบาทของภาคประชากิจ เพราะเป็นภาคกิจที่ใกล้ชิดประชาชน เข้าใจปัญหา มีอุดมการณ์ และได้รับความไว้วางใจมากกว่าภาคกิจอื่น แต่ขาดแคลนทรัพยากรและบุคลากร ภาคกิจอื่น ๆ จึงควรส่งเสริมให้มีศักยภาพและมีบทบาทมากขึ้น

สร้างแพลตฟอร์มร่วม (Joint Platform)

อุปสรรคของประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศ คือ ระบบการเมืองขาดคุณภาพ การพัฒนาประเทศจึงจำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน โดยสร้างแพลตฟอร์มหรือจัดระบบที่เอื้อต่อการร่วมมือกันให้เกิดปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือภายในภาคกิจเดียวกันและข้ามภาคกิจ ทั้งการจัดโครงสร้าง กระบวนการ กฎระเบียบ/มาตรฐาน ค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณี และสถาบันที่เอื้อให้เกิดชุมชนนักสร้างชาติ ปลดปล่อยศักยภาพของทุกภาคกิจอย่างเต็มที่ เพื่อการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ การพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศรายได้สูงเป็นเพียงเป้าหมายหนึ่งของการสร้างชาติ แต่ความสำเร็จที่แท้จริง คือ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในประเทศ และการเสียสละอุทิศตนของคนในชาติเพื่อผู้อื่น ดังคำกล่าวของ Napoleon Hill ที่ว่า “Great achievement is usually born of great sacrifice, and is never the result of selfishness

ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านที่ปรารถนาจะมีส่วนร่วมสร้างชาติ สละเวลามาร่วมเรียนรู้ แบ่งปันความรู้และประสบการณ์การสร้างชาติ กับบรรดานักสร้างชาติจากหลายประเทศทั่วโลก ในการประชุมครั้งนี้ครับ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

ความรักกับการสร้างชาติ – อารยะรักสร้างชาติ

ข้อมูลจากธนาคารโลก บ่งชี้ว่า ประเทศที่ประชาชนมีความรักชาติมากจะมีการคอร์รัปชันต่ำ ประชาชนจะสนใจเพื่อนร่วมชาติ และไม่ละเมิดกฎหมาย สิทธิของผู้อื่น ส่งผลให้ประชาชนมีความสุข โดยคนที่ทำร้ายสังคมหรือคอร์รัปชันจะถูกต่อต้านและคว่ำบาตร

ในทางตรงกันข้าม ประชาชนที่ไม่รักชาติ จะทำลายซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจเรื่องการฉ้อฉล กลโกง และความพินาศของประเทศ พฤติกรรมดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ และความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศโดยตรง

การรักชาติ นับเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการสร้างชาติ คำถามสำคัญ คือ ควรรักชาติอย่างไร และความรักแบบใดที่นำไปสู่การสร้างชาติที่แท้จริง

โดยทั่วไป ความรักมีหลากหลายนิยามและรูปแบบ ส่วนมากจะเป็นการอธิบายและพรรณนาถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน แต่ความรักที่จะนำการสร้างชาตินั้น จำเป็นต้องใช้ “ความรักแท้”

ความรักแท้ ตามมุมมองของผม คือ ความรักที่มีความอารยะ หรือที่ผมเรียกว่า “อารยะความรัก” ซึ่งผมให้นิยามอย่างเข้าใจง่าย ๆ ว่า

“การให้ตนเองแก่คนอื่น/สิ่งอื่น ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต

เพราะเห็นคุณค่า โดยยึดความอารยะเป็นศูนย์กลาง”

อารยะความรัก ประกอบด้วย 2 เกณฑ์ คือ

(1) เกณฑ์จำเป็น คือ ความดี เห็นแก่คนอื่นก่อนตนเอง เห็นคุณค่าคนอื่นมากกว่าตนเอง ถ้าเห็นแก่ตัวเองก่อน ไม่ใช่ความรัก

(2) เกณฑ์ที่เพียงพอ ประกอบไปด้วย จิต ใจ และ กาย คือ

“จิต” หมายถึง การเห็นคุณค่าคนอื่นทางอุดมคติ มีสำนึกเห็นคุณค่าคนอื่นทางอุดมคติของคนนั้น

“ใจ” หมายถึง การเห็นคุณค่าจนเกิดอุดมารมณ์ คือ อารมณ์ที่ผูกพันไปกับสิ่งที่เห็นคุณค่าในคนนั้น

“กาย” หมายถึง การแสดงอุดมการณ์ทางกาย กล่าวคือ การเห็นคุณค่าจนปฏิบัติต่อคนนั้นให้สมกับอุดมคติและอุดมารมณ์ที่มี

ระดับแห่งความรัก พิจารณาจาก การให้ 3T ได้แก่

Time – ให้เวลา
Treasures – ให้ทรัพย์ศฤงคาร และ
Talents – ให้ความสามารถ

ทั้งนี้ การให้เป็นเครื่องมือที่แสดงออกภายนอก ที่แสดงถึงสิ่งที่อยู่ภายใน การให้ไม่ได้วัดที่ปริมาณที่ให้ แต่วัดที่ปริมาณที่เทียบกับสิ่งที่ตัวเองมี ไม่ว่าจะเป็นเวลา ทรัพย์ หรือความสามารถ บางคนอาจให้น้อยกว่าคนอื่นในเชิงปริมาณ แต่ให้มากกว่าในเชิงสัดส่วน

การให้ความรักจะต้องมีความ ‘สอดคล้อง สอดสม สอดรับ’ กล่าวคือ

สอดคล้อง (Coherent) ให้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง และสอดคล้องทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ

สอดสม (Congruent) ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ เป็นไปตาม ทฤษฎีหลักหมุดของผม (Pivot Theory) กล่าวคือ มีความสอดสมตลอดทาง ตั้งแต่หลักปรัชญา หลักคิด หลักวิชา หลักการ และหลักปฏิบัติ

สอดรับ (consistent) หมายถึง ให้ความรักอย่างคงเส้นคงวา เมื่อแสดงออกว่าเป็นคนเช่นไร ก็จะเป็นเช่นนั้น ตลอดเวลา(กาละ) ตลอดทาง(เทศะ) ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหรือบริบทที่เปลี่ยนไป

การสร้างชาติด้วยความรัก ต้องเริ่มต้นด้วยการรักชาติอย่างอารยะ

รักชาติ (Patriotism) ไม่ใช่ คลั่งชาติ (Chauvinism)

รักชาติ คือ การที่คนในชาติรู้จักสร้างผลประโยชน์เพื่อชาติ ใช้สติปัญญา รู้จักนำข้อดีของชาติหรือของรัฐอื่นมาประยุกต์ใช้ และรู้ข้อด้อยของชาติตน เพื่อทำการแก้ไข อันจะนำมาซึ่งความเจริญของบ้านเมืองสืบไป

คลั่งชาติ คือ การที่คนในชาติคิดว่า ชาติของตนนั้นดีที่สุด ประเสริฐที่สุด ทำสิ่งใดก็ถูกทั้งหมด มีความภาคภูมิใจในชาติของตน รักแต่ชาติของตน จนกลายเป็นความ “หยิ่งยะโส” เกิดการดูถูกเหยียดหยามคนกลุ่มอื่น และมักพัฒนาไปสู่ความเกลียดชัง และตามมาด้วยการรบราฆ่าฟันกันคนที่แตกต่างจากชาติของตน

ความคลั่งชาติ มักเกิดจากการปลุกระดมจากผู้นำ ให้เกิดความรู้สึก “ชาตินิยม” ประชาชนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการจัดการศัตรู กำจัดคนที่ไม่เห็นด้วย หรือรุกรานผู้อื่นเพื่อสร้างจักรวรรดิ แย่งชิงผลประโยชน์เพื่อตนเอง

รัก “คนทุกคน” ในชาติ ไม่ใช่ รักแผ่นดินแต่ไม่สนใจชีวิตมนุษย์

ความรักชาติ ไม่ได้หมายถึง การหวงแหนทรัพยากร การรักษาดินแดน แต่ปล่อยให้คนในชาติลำบากยากจน ความรักแบบอารยะจะให้ความสำคัญกับคนทุกคนในชาติ เพราะคนมีคุณค่าสูงสุด มากกว่าวัตถุสิ่งของหรือทรัพย์สินใด ๆ

ดังนั้น ไม่ว่าคนในแผ่นดินไทยจะมีความแตกต่างกันในเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม แต่ทุกคนคือคนไทยเหมือนกัน และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ในฐานะพลเมืองในขอบเขตรัฐชาติเดียวกัน

ความรักซึ่งกันและกันจะก่อให้เกิดพลังแห่งความสามัคคี การช่วยเหลือเกื้อกูล การเห็นแก่ส่วนรวม และการเสียสละเพื่อประโยชน์ของประเทศ

รักชาติที่ “สมดุล” ระหว่าง การคำนึงถึง “ชาติ” และ “มนุษยชาติ”

หมายถึง ไม่รักชาติแบบเห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่ประโยชน์ของชาติตัวเอง หรือคำนึงถึงแต่กลุ่มของตนเอง ความรักชาติแบบอารยะที่ขับเคลื่อนการสร้างชาติ จะต้องประกอบด้วย ความรักคนในชาติ และความรักที่มีต่อมนุษยชาติเป็นสำคัญ

ทุกคนต้องสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีภราดรภาพ และต้องไม่มีใครอดอยากยากจน ไม่มีใครถูกกดขี่ข่มเหง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาดโอกาส หรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

ดังตัวอย่าง ทัศนคติที่สะท้อนความรักและภราดรภาพของคนในประเทศเซเนกัล กล่าวคือ ในการสำรวจประเทศในกลุ่มซับซาฮาร่าทั้งหมด เซเนกัลเป็นประเทศที่ประชาชนมองว่า ชาวคริสเตียนมีอันตรายในระดับต่ำที่สุด (ร้อยละ 2) ทั้งที่เซเนกัลมีประชากรชาวมุสลิมกว่าร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมด แต่ชาวมุสลิมในเซเนกัลกว่าร้อยละ 92 ต่างมีทัศนคติเชิงบวกกับคริสเตียน ซึ่งนับเป็นอัตราส่วนที่สูงที่สุด ด้วยเหตุนี้ ประเทศเซเนกัลจึงเป็นประเทศที่มีเอกภาพในด้านศาสนา

ประเทศชาติไม่สามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง ถ้าคนในชาติไม่มีสำนึกในความเป็นชาติและไม่มีความรักคนในชาติของตน ซึ่งความรักและภราดรภาพของคนในประเทศ ดังตัวอย่างประเทศเซเนกัลเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยการสร้างชาติ หากประเทศไทยทำได้ย่อมทำให้เกิดการสร้างชาติที่เข้าใกล้สู่ความอารยะมากขึ้น

ความรักชาติอย่างอารยะ จะทำให้เกิดการคำนึงถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ทำให้คนมองไกลไปกว่า “ข้ามาคนเดียว” หรือเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว แต่เริ่มคำนึงคนอื่นในกลุ่ม คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมในการอยู่ร่วมกัน ก่อให้เกิดพลังแห่งความเป็นเอกภาพ ความสามัคคี การช่วยเหลือเกื้อกูล สนับสนุนกัน และพร้อมเสียสละตนเองเพื่อประโยชน์ของชาติ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.com, http://www.kriengsak.com

Read More

‘การสร้างชาติ’…การกระทำร่วมกันของประชาชนทั้งประเทศ

มีใครได้ตอบคำถามท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บ้างหรือยังครับ?

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ ได้ถามคำถาม 4 ข้อกับประชาชนเกี่ยวกับเลือกตั้งว่า

1. ท่านคิดว่าเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่?

2. หากไม่ได้จะทำอย่างไร ?

3. การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอนาคตประเทศ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปนั้น ถูกต้องหรือไม่?

4. ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร?

ในมุมมองของผม คำถาม 4 ข้อ สะท้อนความกังวลต่ออนาคตประเทศที่ต้องฝากไว้ในมือนักการเมือง

(more…)

Read More