ควรช่วยคนจนอย่างไร :ประกันรายได้ขั้นต่ำ หรือ เงินโอนแบบเจาะจง

ความยากจนเป็นปัญหาสำคัญของประเทศกำลังพัฒนาและของโลก เพราะความยากจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคนและพัฒนาประเทศ สหประชาชาติจึงตั้งเป้าหมายกำจัดความยากจนแบบรุนแรงให้หมดไปภายในปี 2030 ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

จากประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลก พบว่า การลดลงของความยากจนแบบรุนแรงโดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เหมือนในกรณีของเศรษฐกิจจีนนั้น ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติ

รัฐบาลของประเทศต่างๆ จึงจัดให้มีโครงการโอนเงินให้คนยากจน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศจีนที่มีการขยายตัวในระดับสูงเป็นเวลายาวนาน ยังไม่สามารถกำจัดความยากจนให้หมดไปได้ รัฐบาลปักกิ่งจึงต้องมีโครงการประกันรายได้ขั้นต่ำในชนบทสำหรับประชากร 75 ล้านคน

อย่างไรก็ดี โครงการเงินโอนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนสามารถจำแนกเป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ การประกันรายได้ขั้นพื้นฐาน (Universal Basic Incomes) ซึ่งเป็นการโอนเงินให้ทุกคนแบบถ้วนหน้า และการโอนเงินไปยังกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง (Targeted Transfers) โดยทั้งสองระบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน

การประกันรายได้ขั้นพื้นฐานมีข้อดี คือ ทำให้ทุกคนในประเทศมีหลักประกันว่า จะมีรายได้เพียงพอตามมาตรฐานการดำรงชีพขั้นต่ำ และการดำเนินโครงการมีต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำ แต่ข้อเสีย คือ การสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น เพราะคนที่ไม่ยากจนจริงจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วย (inclusion error)

ขณะที่การโอนเงินไปยังกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง มีแนวโน้มใช้งบประมาณน้อยกว่า เพราะโอนเงินให้เฉพาะกลุ่มคนที่ยากจนจริง แต่ระบบนี้มีจุดอ่อนในการระบุตัวคนยากจน เนื่องจากคนในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ จึงเป็นการยากหรือมีต้นทุนสูงในการหาข้อมูลรายได้ที่แท้จริงของบุคคล ซึ่งหมายความว่าอาจมีทั้งคนที่ไม่ยากจนจริงบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล และคนยากจนบางส่วนที่ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ (exclusion error)

คำถามที่น่าสนใจ คือ ทางเลือกใดที่จะทำให้เกิดผลดีต่อประเทศมากกว่ากัน

ในการตอบคำถามนี้ เรมา ฮันนา แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเบนยามิน โอลเคน แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ได้ทำการศึกษาเรื่อง “Universal Basic Incomes vs. Targeted Transfers: Anti-Poverty Programs in Developing Countries” ซึ่งเป็นการศึกษาโครงการเงินโอนจากรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนยากจนในประเทศกำลังพัฒนา (อินโดนีเซียและเปรู) เปรียบเทียบระหว่างการประกันรายได้ขั้นพื้นฐาน และเงินโอนแบบเจาะจงเป้าหมาย

การเปรียบเทียบ สองระบบนี้มีประเด็นที่มีลักษณะ “ได้อย่าง-เสียอย่าง” (trade-off) ซึ่งทำให้ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องหาจุดสมดุลที่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะจุดสมดุลระหว่างความผิดพลาดซึ่งเกิดจากการกีดกันคนยากจนเข้าสู่โครงการ (exclusion error) ความผิดพลาดซึ่งเกิดจากการผนวกคนที่ไม่ยากจนเข้าสู่โครงการ (inclusion error) และจำนวนเงินโอนที่แต่ละคนจะได้รับ

กล่าวคือ ยิ่งพยายามกีดกันคนที่ไม่ยากจนมารับผลประโยชน์จากโครงการมากเท่าไร จะยิ่งทำให้มีต้นทุนการบริหารจัดการสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เงินงบประมาณทั้งหมดที่จะแจกจ่ายให้คนยากจนมีน้อยลง แต่จำนวนคนที่จะได้รับเงินจากโครงการก็มีน้อยลงเช่นกัน

ในทางตรงกันข้าม ยิ่งพยายามลดต้นทุนการบริหารจัดการของโครงการลง จะยิ่งทำให้คนไม่จนจริงได้รับประโยชน์จากโครงการมากขึ้น ซึ่งจะทำให้งบประมาณทั้งหมดที่จะโอนให้ประชาชนเหลือมากขึ้น แต่จำนวนคนที่เข้าสู่โครงการก็มีมากขึ้นเช่นกัน

ผลการศึกษาพบว่า โครงการที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แคบ โดยการโอนเงินไปยังกลุ่มคนยากจนที่สุดของสังคม จะทำให้ประเทศได้รับสวัสดิการสังคมสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับโครงการประกันรายได้ขั้นพื้นฐาน เนื่องจากมีงบประมาณที่ลงไปถึงคนยากจนมากกว่า แม้จะมีความผิดพลาดของกลุ่มเป้าหมายอยู่บ้างก็ตาม เพราะมีคนยากจนส่วนหนึ่งไม่ได้ถูกผนวกเข้าในโครงการ ขณะที่คนที่ไม่ยากจนจริงอีกส่วนหนึ่งกลับได้รับประโยชน์จากโครงการ

นักวิจัยทั้งสองท่านยังได้ให้ข้อเสนอแนะการพัฒนาโครงการเงินโอนเพื่อคนยากจน ได้แก่ การกำหนดจำนวนคนที่จะได้รับเงินโอนของแต่ละชุมชนแบบตายตัว แล้วให้ชุมชนเป็นคนคัดกรองคนยากจนภายในชุมชนเอง (community-targeting) การให้คนยากจนแสดงตัวเอง เพื่อลดต้นทุนในการคัดกรอง (self-targeting) การเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการเข้าถึงโครงการ เพื่อทำให้คนที่ไม่ยากจนไม่อยากเข้าร่วมโครงการ และการกำหนดเงื่อนไขในการรับเงินโอน (conditional transfers)

งานวิจัยดังกล่าวเป็นการยืนยันแนวคิดของผมที่ได้เสนอไว้นานแล้วว่า รัฐบาลควรใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือคนยากจนแบบเจาะจง และไม่ควรใช้นโยบายกระจายเงินแบบเหวี่ยงแห รวมทั้งควรกำหนดเงื่อนไขที่จูงใจให้คนยากจนทำงานมากขึ้น ไม่ใช่รอรับการช่วยเหลือจากรัฐบาลเท่านั้น

โครงการเงินโอนรูปแบบหนึ่งที่ผมได้เสนอไว้เป็นคนแรก คือ ภาษีติดลบ (Negative tax) ซึ่งเป็นระบบที่เงินโอนเพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และมีระบบจูงใจให้คนยากจนทำงานเพื่อหารายได้มากขึ้น โดยการให้เงินอุดหนุนมากขึ้นเป็นขั้นบันได จนกว่าระดับรายได้จะสูงขึ้นจนถึงระดับที่พอจะดูแลตัวเองได้แล้ว จำนวนเงินอุดหนุนจึงจะลดลง จนเลิกอุดหนุนเมื่อระดับรายได้สูงกว่าเกณฑ์รายได้ที่กำหนด

สำหรับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ผมเห็นว่าเป็นความพยายามที่ดีในการระบุตัวตนคนยากจน และลดต้นทุนในการระบุตัวคนยากจน โดยการให้คนยากจนมาขึ้นทะเบียน อย่างไรก็ดี โครงการนี้ยังขาดมาตรการที่จูงใจให้คนยากจนทำงานมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจนอย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่าการประกันรายได้ขั้นต่ำเป็นแนวคิดที่มีการพูดถึงกันมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เทคโนโลยีกำลังจะเข้ามาแย่งงานคนจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนว่างงานเป็นจำนวนมากในอนาคต

แต่ผมกลับเห็นว่า ในสังคมข้อมูลข่าวสารและการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดในอนาคต การเข้าถึงข้อมูลรายได้และทรัพย์สินของบุคคลจะเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทำให้การระบุตัวตนของคนยากจนเป็นเรื่องง่าย ซึ่งจะยิ่งทำให้ระบบเงินโอนแบบเจาะจงเป้าหมายมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นไปอีก

ผมจึงยังไม่เห็นว่า ระบบประกันรายได้ขั้นต่ำ มีความเป็นเหตุเป็นผลเพียงพอสำหรับการนำมาใช้ช่วยเหลือคนยากจน

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

พัฒนาความรู้และทักษะอย่างไร ไม่ให้เทคโนโลยีแย่งงานคุณ

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ทำให้เกิดกระแสความกังวลเกี่ยวกับการที่มนุษย์จะถูกเทคโนโลยีแย่งงาน รวมทั้งมีการคาดการณ์แนวโน้มอาชีพที่จะสูญหายไปในอนาคต อย่างไรก็ดี ยังมีอีกมุมมองที่มองว่า ยิ่งเครื่องจักรมีอิทธิพลมากขึ้น มนุษย์ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเช่นกัน

Royal Bank of Canada ได้จัดทำรายงานตลาดแรงงานในประเทศ หรือ Humans Wanted โดยระบุว่า ความเชี่ยวชาญทางดิจิทัลมีความสำคัญเทียบเท่ากับการรู้หนังสือและความสามารถในการคำนวณ เพราะเป็นความรู้และทักษะที่สำคัญในโลกการทำงานยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีในอนาคต

รายงานดังกล่าวสรุปว่า ครึ่งหนึ่งของงานทั้งหมดในแคนาดามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2020 แต่ก็มีความเห็นว่า ในยุคแห่งการนำเครื่องจักรมาใช้แทนคนไม่ได้เป็นภัยคุกคามเสมอไป

กล่าวคือ แม้การใช้มนุษย์ทำงานบางประเภทจะหยุดชะงักอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ก็มีการคาดการณ์ว่า จะมีตำแหน่งงานกว่า 2.5 ล้านตำแหน่งถูกสร้างขึ้นใหม่ในแคนาดาในช่วง 4 ปีข้างหน้า ซึ่งหากกำลังแรงงานมีทักษะพื้นฐานพร้อมสำหรับการทำงานและบทบาทที่หลากหลายมากขึ้นและบูรณการมากขึ้น ก็ไม่มีสิ่งใดต้องวิตกกังวล

นอกจากนี้ รายงาน Humans Wanted ยังพบว่า เศรษฐกิจในอนาคต ที่การจ้างงานมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นและลดลงตามคลื่นเทคโนโลยีใหม่นั้น การเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนแปลงทักษะ (skills mobility) จะมีความสำคัญมากขึ้น

โดยรายงานฉบับนี้ได้ระบุทักษะที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ เพื่อที่จะไม่ถูกเทคโนโลยีแย่งงาน อาทิ การคิดวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และความคิดสร้างสรรค์ และต้องใช้ทักษะเหล่านี้ไปพร้อมๆ กับความยืดหยุ่นทางด้านจิตใจ (mental flexibility) และการรักษาความสมดุลทางอารมณ์ (emotional balance) ขั้นสูง

ในความเห็นของผม ทักษะที่ระบุในรายงานฉบับนี้มีความจำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีทักษะอื่นๆ และคุณลักษณะอื่นๆ ที่ต้องเตรียมความพร้อมด้วยเช่นกัน ซึ่งผมได้เขียนไว้ในหนังสือ “คนเก่งสร้างได้: โมเดลสมรรถนะ KSL31220” ว่า ความรู้ ทักษะ และลักษณะชีวิตที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตเป็นอย่างไร

หากพิจารณาเฉพาะด้านความรู้และทักษะ ผมขอนำเสนอความรู้ 3 ประการ คือ รู้ลึก รู้กว้าง และรู้ไกล และทักษะแห่งยุค ที่คนในสังคมควรพัฒนาอย่างน้อย 12 ทักษะ โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่

  • เก่งคิด – ทักษะการคิด การใช้เหตุผล และการตัดสินใจ
  • เก่งสื่อ – ทักษะภาษา และการสื่อสาร
  • เก่งงาน – ทักษะการจัดการ (ตน คน งาน เงิน) การจัดระบบ การใช้เทคโนโลยี การประกอบการ
  • เก่งคน – ทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสร้างเครือข่าย และการเป็นผู้นำ

ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างจากเดิม ซึ่งผมขอเสนอแนวทางการเรียนรู้อย่างน้อย 3 รูปแบบ ดังต่อไปนี้

  1. จาก “การเรียนรู้ผ่านหลักสูตรสำเร็จรูป” เป็น “การเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานจริง”

ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่ข้อมูลล้นโลกและเราสามารถหาข้อมูลได้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ผ่านการถ่ายทอดความรู้แบบป้อนข้อมูล โดยให้ครูอาจารย์เป็นผู้สอนหรือผู้ถ่ายทอดทางเดียว หรือการเน้นให้ฝึกฝนตามกลุ่มทักษะแบบสำเร็จรูป จึงไม่อาจส่งเสริมความรู้และทักษะได้มากเท่ากับการให้เรียนรู้ผ่านการมีประสบการณ์โดยตรงด้วยตัวเอง เช่น การทำโครงงาน การศึกษาวิจัย การสร้างสรรค์นวัตกรรม การฝึกงาน การทดลอง เป็นต้น

งานที่เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีจะมาทำแทนมนุษย์ จะเป็นงานที่มีลักษณะเป็นศาสตร์ มีรูปแบบ ขอบเขต หรือกติกาที่แน่นอน แต่งานที่เทคโนโลยีจะยังทำแทนมนุษย์ไม่ได้ คืองานที่มีการใช้ศิลป์ในการทำงาน หรืองานที่ใช้การตัดสินใจตามความเหมาะสม (normative) ไม่ใช่การตัดสินใจตามกฎเกณฑ์ตายตัว และโดยเฉพาะงานที่ต้องเกี่ยวข้องหรือปฏิสัมพันธ์กับคน ซึ่งทักษะการทำงานเหล่านี้ต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนผ่านการทำงานจริง ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้แบบสำเร็จรูปหรือสถานการณ์จำลองเท่านั้น

  1. จาก “การเรียนรู้เป็นลำดับขั้น” เป็น “การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงความรู้”

การเรียนรู้เป็นลำดับขั้นในที่นี้ หมายถึง การเรียนรู้แบบสาขาวิชาเชิงเดี่ยว โดยเรียนเป็นลำดับขั้นจากวิชาที่ง่ายไปหาวิชาที่ยากเหมือนการเรียนในคณะหรือสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ซึ่งมีข้อดีในแง่การสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

แต่งานที่ใช้ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหลายงานจะถูกเทคโนโลยีแย่งงาน ซึ่งไม่เพียงแต่งานที่ใช้แรงงานไร้ทักษะหรือกึ่งทักษะเท่านั้น แต่รวมถึงงานบางประเภทของแรงงานมีทักษะด้วย เช่น บัญชี แพทย์ อาจารย์ ผู้ประกาศข่าว นักคณิตศาสตร์ เป็นต้น

ส่วนงานที่จะยังไม่ถูกเทคโนโลยีแย่งงานไป คือ งานที่อาศัยความสามารถในการคิด (เช่น การคิดสร้างสรรค์ การคิดประยุกต์) การสร้างสรรค์นวัตกรรม การนำ การบริหารจัดการ การประกอบการ ซึ่งต้องอาศัยความรู้และทักษะที่หลากหลายประกอบกัน

ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อการทำงานในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการข้ามศาสตร์ ข้ามบริบท/ภาคส่วน ข้ามประเด็นทางสังคม โดยการเอื้อให้เกิดการเข้าถึงแหล่งความรู้และทักษะจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ได้สะดวกขึ้น ทำให้สามารถเรียนรู้ข้ามขั้นตอนและเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่มีหลากหลายได้

  1. จาก “การเรียนรู้ตามงาน” เป็น “การเรียนรู้ตามศักยภาพ”

แนวคิดของการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อให้มีความรู้และทักษะเหมาะสมกับการทำงานบางประเภท หรือเป็นการฝึกฝนเพื่อประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหนึ่งๆ อย่างเจาะจง ซึ่งทำให้เกิดการจัดหลักสูตรการศึกษาตามศาสตร์ต่างๆ โดยพิจารณาจากลักษณะงาน หรือตามบทบาทและขอบเขตความรับผิดชอบของอาชีพนั้นๆ

เมื่องานที่ทำมีศาสตร์ มีรูปแบบ มีขอบเขตที่ชัดเจน และมีคนทำงานนั้นเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะมีเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมาแทนที่ได้ เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถของเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมีความคุ้มค่าในการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นมาทำงานแทนมนุษย์

แต่งานที่จะไม่ถูกเทคโนโลยีทำแทน คือ งานที่ใช้ความสามารถพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้ในอนาคตมีแนวโน้มจะเกิดอาชีพใหม่ๆ จำนวนมาก เป็นอาชีพที่ไม่เหมือนใคร หรือเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งไม่คุ้มค่าที่จะพัฒนาเทคโนโลยีมาเพื่อทำงานแทนอาชีพเหล่านี้

การเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อการทำงานในอนาคตจึงควรเป็นลักษณะการเรียนรู้ตามศักยภาพ กล่าวคือ จัดการเรียนรู้ให้เหมะกับศักยภาพของแต่ละคน ไม่ใช่การเรียนเหมือนๆ กันทุกคน ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้และทักษะที่แตกต่างจากคนอื่น และสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

เมื่อเรามีความรู้และทักษะที่เหมาะสมกับยุค อันเกิดจากการเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสม ก็จะไม่ถูกแย่งงาน ไม่เพียงแต่เครื่องจักรและเทคโนโลยีเท่านั้น แม้แต่ใครๆ ก็ทำแทนไม่ได้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

Read More

การพัฒนาเมืองสะอาด : บทเรียนจากสต็อกโฮล์ม

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน เป็นประเด็นที่สร้างความวิตกกังวลให้กับคนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดการกว้านซื้อหน้ากากอนามัยจนขาดตลาด และการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง (more…)

Read More

ปฏิรูปการเมืองไทยเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นิตยสาร Scientific American ซึ่งเป็นนิตยสารยอดนิยมทางด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในแง่มุมต่างๆ เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะบทความหนึ่งซึ่งเขียนโดยโจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่วิเคราะห์สาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ไว้อย่างชัดเจน (more…)

Read More

ยุทธศาสตร์ 20 ปีในการพัฒนาเมืองโคราช

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมา เพื่อบรรยายเรื่อง “ยุทธศาสตร์ 20 ปี ในการพัฒนาเมืองโคราช” ผมพบว่า เมืองโคราชในปัจจุบันมีการหลั่งไหลของการลงทุนเข้าไปอย่างคึกคัก ทั้งการลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ และการลงทุนของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ โรงแรมแบรนด์ดัง โครงการอสังหาริมทรัพย์ และโรงงานอุตสาหกรรม (more…)

Read More

ถอดบทเรียนการสร้างชาติของอิตาลี

ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้นำคณะนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่น 6 ไปศึกษาดูงานที่ประเทศมอลต้าและอิตาลี (more…)

Read More

การปฏิวัติพลังงานทดแทนโลก

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปร่วมการประชุม World Chinese Economic Forum ประจำปี 2018 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยประเด็นที่ผมรับผิดชอบดำเนินการประชุม คือ “Renewable Energy and Climate Change – Revolutionizing and Sustaining our Changing Planet” (more…)

Read More

นวัตกรรมยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบทเพื่อการสร้างชาติ (Innovative Rural Development Strategies for Nation-Building)

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2018 ผมในฐานะประธานสถาบันการสร้างชาติ ได้กล่าวปาฐกถาในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติว่าด้วยการสร้างชาติ ครั้งที่ 2 (ICNB 2018) ในหัวข้อเรื่อง “นวัตกรรมยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบทเพื่อการสร้างชาติ” (more…)

Read More

ความย้อนแย้งของการพัฒนาชนบท

ในวันที่ 6-8 พฤศจิกายนนี้ สถาบันการสร้างชาติ (NBI) และสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ซึ่งผมเป็นประธาน ได้ร่วมกับ Women’s Institute of Management ของมาเลเซีย จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติว่าด้วยการสร้างชาติ ครั้งที่ 2 (ICNB 2018) ในหัวข้อเรื่อง “Innovative Solutions for Rural Development to Move towards a Developed Country” ณ โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด (more…)

Read More

เส้นทางสายไหมใหม่กับเศรษฐกิจโลก (The New Silk Roads Outlook on the Global Economy)

เมื่อวันที่ 15 – 16 ตุลาคม 2018 ผมได้รับเชิญในฐานะที่ปรึกษา เพื่อเข้าร่วมการประชุม The 1st New Silk Road World Forum 2018 ณ มหาวิทยาลัยมอแนช ประเทศออสเตรเลีย ผมได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับผลกระทบของเส้นทางสายไหมใหม่ต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และคาดการณ์ถึงศักยภาพของเอเชียต่อเศรษฐกิจโลก (more…)

Read More