FILE - An undated photo from files showing pieces of Lego. Lego says its popular multi-colored toy blocks were in strong demand in the first half of the year, resulting in good growth in profits and revenue and an upbeat outlook for the full year. Net profit in the first six months of 2015 was up 30 percent at 3.6 billion kroner ($543 million) while sales grew to 14.1 billion kroner from 11.6 billion kroner a year earlier. (Thomas Borberg/Polfoto via AP, File) DENMARK OUT

AEC ทำให้การพัฒนาประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? (2)

บทความตอนที่ผ่านมา ผมได้วิเคราะห์เกี่ยวกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า จะทำให้การพัฒนาประเทศของไทยเปลี่ยนแปลงไปใน 2 ประเด็น คือ (1) การเปลี่ยนแปลงขอบเขตของการพัฒนา ภาคส่วนต่าง ๆ จึงควรปรับมุมมองในการดำเนินงานให้มีขอบเขตกว้างมากขึ้น จากมุมมองภายในขอบเขตประเทศสู่มุมมองระหว่างประเทศ และ (2) การเปลี่ยนแปลงทิศทางการพึ่งพาต่างประเทศ จากการพึ่งพาตะวันตกสู่การพึ่งพาตะวันออกมากขึ้น (from West to East) และจากการพึ่งพาประเทศพัฒนาแล้ว สู่การพึ่งพาเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้น (from North to South) 

 
AEC ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาประเทศในมิติอื่นนอกเหนือจาก 2 ประเด็นที่กล่าวแล้ว ในบทความนี้ ผมจะนำเสนอการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาประเทศไทยซึ่งเป็นผลจาก AEC ในประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงท่าทีของมหาอำนาจต่อกลุ่มประเทศอาเซียน
 
การรวมตัวเป็น AEC ทำให้ท่าทีของมหาอำนาจต่อกลุ่มประเทศอาเซียนเปลี่ยนแปลงไป จากการละเลยสู่การหันกลับมาให้ความสำคัญมากขึ้น ชาติมหาอำนาจต่าง ๆ ได้พยายามแผ่อิทธิพลเข้ามาในอาเซียนมากขึ้น 
มหาอำนาจใหม่อย่างจีนได้พยายามขยายอิทธิพลไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทั้งอาเซียน ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ผ่านการทำการค้า การลงทุน การให้ความช่วยเหลือด้าน    ต่าง ๆ โดยเฉพาะการให้เงินกู้ในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่นเดียวกับ อินเดียที่มีนโยบาย “มองตะวันออก” (Look East) และร่วมมือกับประเทศในอาเซียนในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงอินเดียกับอาเซียน นอกจากนี้ รัสเซียยังให้ความสนใจที่จะร่วมลงทุนด้านเส้นทางคมนาคมกับประเทศอาเซียนอีกด้วย 
 
ท่าทีของมหาอำนาจใหม่ส่งผลทำให้สหรัฐอเมริกาเริ่มขยับตัว หันมาให้ความสำคัญกับประเทศอาเซียนมากขึ้น หลังจากที่มีท่าทีไม่ใส่ใจประเทศเหล่านี้มาเป็นเวลานาน สังเกตได้จากการเดินทางมาเยือนของบุคคลระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตัน การเข้าร่วมเวทีด้านความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน หรือการย้ายยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือมายังภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้น 
 
ผมมองว่า ประเทศมหาอำนาจอาจกำลังพยายามทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนไม่สามารถรวมตัวกันได้อย่างเข้มแข็ง หรือพยายามแทรกแซงความสัมพันธ์ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพราะหากประเทศอาเซียนรวมตัวกันได้อย่างเข้มแข็ง ย่อมจะทำให้อำนาจต่อรองของอาเซียนเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เป็นการดีต่อประเทศมหาอำนาจมากเท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้ ท่าทีของมหาอำนาจจึงพยายามแบ่งแยกประเทศอาเซียนเพื่อการปกครองที่ง่ายขึ้น 
 
การแบ่งแยกเพื่อปกครองของมหาอำนาจสามารถสังเกตได้จากกรณีของจีนที่ให้ความช่วยเหลือกัมพูชาในกรณีที่ขัดแย้งกับไทยเรื่องเขาพระวิหาร หรือการที่จีนช่วยเหลือกัมพูชาจนทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียนที่กัมพูชา ไม่มีข้อสรุปที่เป็นฉันทามติ (consensus) เกี่ยวกับกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ 
 
อีกกรณีหนึ่ง คือ การที่สหรัฐอเมริกาดึงประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) โดยมีเหตุผลหลักเพื่อกีดกันและปิดล้อมประเทศจีน แต่อีกเหตุผลหนึ่ง คือ เพื่อแยกประเทศอาเซียนออกจากกัน 
 
ด้วยสถานการณ์การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจจึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับอาเซียนและไทย เพราะจะทำให้มหาอำนาจหันมาให้ความช่วยเหลือประเทศในอาเซียนมากขึ้น เช่น สิทธิพิเศษทางการค้า เงินลงทุน เงินช่วยเหลือ หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น หากแต่เป็นความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างขั้วอำนาจต่าง ๆ 
 
ความซับซ้อนในการบริหารเศรษฐกิจจะยิ่งมีมากขึ้น การเกิดขึ้นของขั้วอำนาจใหม่ และการรวมกลุ่มของเศรษฐกิจเกิดใหม่ จะทำให้ไทยอาจต้องเผชิญปัญหาที่เรียกว่า “Spaghetti bowl effect” เนื่องจากความซับซ้อนและความหลากหลายของกฎระเบียบและมาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยมหาอำนาจและกลุ่มเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่าง ๆ ที่มีมาตรฐานและกฎระเบียบที่แตกต่างกัน การพัฒนามาตรฐานของภาคการผลิตที่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานที่แตกต่างกันของประเทศที่เป็นลูกค้า และการบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ประกอบด้วยหลายสกุลเงินซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น
 
ปัจจุบัน โครงสร้างเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยผูกติดกับมหาอำนาจเศรษฐกิจเดิม ค่อนข้างมาก  แม้ว่าสัดส่วนการค้ากับประเทศเหล่านี้ลดลง แต่ยังมีสัดส่วนที่สูง กล่าวคือ ประเทศไทยยังพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มากกว่าร้อยละ 50 ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศที่มีศักยภาพเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในอนาคตยังมีค่อนข้างน้อย แม้การค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับจีนเพิ่มสูงขึ้น แต่การค้าและการลงทุนกับอินเดีย รัสเซีย บราซิล แอฟริกาใต้ยังมีน้อยมาก เพราะความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจเกิดใหม่และการสนับสนุนจากภาครัฐในการบุกเบิกตลาดเหล่านี้ยังจำกัด
 
คำถามสำคัญในวันนี้ คือ ประเทศไทยและอาเซียนจะดำเนินยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศอย่างไร? ภาครัฐจะกำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในอาเซียนอย่างไร? หรือจะรักษาดุลอำนาจของมหาอำนาจที่มีต่อไทยอย่างไรเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด? 
 
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าท่าทีของประเทศมหาอำนาจที่หันมาให้ความสำคัญและสนใจกับประเทศอาเซียนมากขึ้น จะด้วยเหตุผลเพื่อแยกหรือรวมอาเซียนก็ตาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยและอาเซียนต้องตระหนัก คือ การสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน เพราะความไว้วางใจจะนำไปสู่การรวมตัวที่เข้มแข็ง รวมถึงสามารถเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ 
 
สำหรับการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาประเทศไทยซึ่งเป็นผลจาก AEC ในประเด็นอื่น ๆ จะนำเสนอในบทความครั้งต่อ ๆ ไป
 
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน
 
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com
แหล่งที่มาของภาพ : http://globalfinance.zenfs.com/images/US_AHTTP_AP_HEADLINES_BUSINESS/5452965a7018db27800f6a706700d9d7_original.jpg