cooking1

ฮาร์วาร์ดสอนวิทยาศาสตร์นักเรียนท้องถิ่นด้วยกิจกรรมอาหาร

ฮาร์วาร์ดเป็นมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการสร้างสรรค์นวัตกรรมการสอนและการเรียนรู้อย่างเป็นพลวัตอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนให้มีกลไกผลักดันในทุกระดับทั้งระดับคณาจารย์ผู้สอน นักศึกษา และหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย อาทิ การสนับสนุนเงินทุนคิดค้นสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนการสอนให้แก่คณาจารย์ นักศึกษา ผู้บริหาร และนักวิจัยหลังปริญญาเอก การจัดให้มีสหภาคีความร่วมมือทางด้านการสอนและการเรียนรู้ อันประกอบด้วยตัวแทนจากแต่ละวิทยาลัยและหน่วยปฏิบัติของฮาร์วาร์ดที่มีโอกาสเข้ามาร่วมพูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีนวัตกรรมการสอนและการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ๆ ออกมาจากรั้วฮาร์วาร์ดเสมอ

กิจกรรมวิทยาศาสตร์และการทำอาหารสำหรับเด็ก (Science and cooking for kids)1  อันเกิดมาจากความร่วมมือกันระหว่างวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ จอห์น เอ พอลสัน แห่งฮาร์วาร์ด  (Harvard John A. Paulson School of Engineering and Applied Sciences) และทีมหุ้นส่วนวิทยาลัยสาธารณสุขของฮาร์วาร์ด (Harvard’s Public School Partnerships team) เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนท้องถิ่นได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคการทำอาหารที่หลากหลายและวิธีการเชื่อมโยงเทคนิคการทำอาหารเข้ากับการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเด็กนักเรียนท้องถิ่นที่เข้าร่วมต่างได้รับทั้งสาระความรู้และความสนุกสนานไปด้วยพร้อมกัน 

กิจกรรมวิทยาศาสตร์และการทำอาหารสำหรับเด็กดังกล่าวนี้ สะท้อนความเข้าใจในพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มีความแตกต่างหลากหลาย และสามารถเลือกวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพที่จะมีส่วนเสริมสร้างและพัฒนาสติปัญญาให้แก่ผู้เรียน ดังนี้

ใช้สิ่งรอบตัวกระตุ้นการเรียนรู้ ในที่นี้คือ การเชื่อมโยงเทคนิคการทำอาหารเข้ากับการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ด้วยการสาธิตเทคนิคการทำอาหารในภาคปฏิบัติและเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนท้องถิ่นได้ทดลองทำอาหารด้วยตนเอง อันเป็นวิธีการย่อยความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย มีความน่าสนใจ และน่าตื่นเต้น สำหรับกลุ่มเด็กนักเรียนท้องถิ่น อาทิ การเรียนรู้เทคนิคการผสมส่วนประกอบอาหารประเภทต่าง ๆ เข้าด้วยกัน บางชนิดสามารถนำมาผสมเข้าด้วยกันได้ บางชนิดไม่ควรนำมาผสมเข้าด้วยกัน อาทิ การทำน้ำสลัดด้วยตนเองไม่ควรผสมน้ำส้มสายชู (vinegar) และน้ำมันเข้าด้วยกัน ยกเว้นแต่นำสารตัวกลางที่เรียกว่า อิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) ที่มีคุณสมบัติเป็นสารป้องกันการแยกตัวของน้ำและน้ำมันผสมเข้าไปด้วย เป็นต้น  

ใช้การทำอาหารกระตุ้นความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนท้องถิ่นมีทัศนคติที่ดีและมีความสนใจต่อการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ อันเป็นการช่วยกระตุ้นและส่งเสริมความสนใจในการเรียนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือที่เรียกว่า STEM มากขึ้นในอนาคต ตามทิศทางการพัฒนาของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้มีจำนวนตำแหน่งงานทางด้านสาขาวิชา STEM จำนวน 1.2 ล้านตำแหน่งภายในปี ค.ศ. 2018 ด้วยว่าปัจจุบันมีเด็กนักเรียนของสหรัฐฯ ที่สนใจเรียนสาขาวิชาดังกล่าวนี้น้อย2  

ประยุกต์สู่มหาวิทยาลัยไทย 

มหาวิทยาลัยควรมีการคิดสร้างสรรค์รูปแบบการเรียนรู้ที่มีความหลากหลายและเหมาะสมกับประเด็นเนื้อหา ผู้เรียน และบริบทของท้องถิ่น โดยไม่ยึดติดอยู่กับวิธีการเรียนรู้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทโลกอนาคตที่คาดว่ากลุ่มผู้เรียนจะมีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น 
ผมเสนอให้มหาวิทยาลัยควรบูรณาการวิธีการเรียนรู้หลากหลายวิธีเข้าด้วยกันอย่างเป็นพลวัต โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนเป็นสำคัญ ยกตัวอย่าง วิธีการเรียนรู้ 26 ประการ3  ที่ผมเคยนำเสนอเอาไว้ในหลายเวที อาทิ การเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดภายใน (Reflective Introspection based learning) เป็นการคิดใคร่ครวญ ทบทวน สำรวจตรวจสอบความรู้สึกนึกคิดภายในตนเองอยู่ตลอดเวลา หล่อหลอมตกผลึกจนกลายเป็นตัวตนของตนเอง การนำวิธีการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดภายในดังกล่าวนี้มาใช้สามารถทำได้ในหลายทาง อาทิ ทุกการบรรยาย 1 ชั่วโมงคณาจารย์ผู้สอนมอบหมายการบ้านให้นักศึกษาคิดทบทวนเนื้อหาสิ่งที่เรียน 10 ชั่วโมง อันจะช่วยให้นักศึกษาเกิดความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ถ่องแท้ ในเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น เป็นต้น


1Harvard gazette, Science to chew on [Online], accessed  October 21, 2015, available from http://news.harvard.edu/gazette/story/2015/08/science-to-chew-on/  
2Digital literacy project, Our mission [Online], accessed October 26, 2015, available from http://dlp.io/mission.html#
3วิธีการเรียนรู้ 26 ประการ นำเสนอครั้งแรกในการบรรยายหัวข้อ แนวทางการพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 จัดโดย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ประกอบด้วย การเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดภายใน การเรียนรู้ผ่านการคิด การเรียนรู้ผ่านการสังเกต การเรียนรู้ผ่านการฟัง การเรียนรู้ผ่านการสอบถาม การเรียนรู้ผ่านการซักไซ้ การเรียนรู้ผ่านการประเมิน การเรียนรู้ผ่านการเสวนา การเรียนรู้ผ่านการโต้วาที การเรียนรู้ผ่านการระดมความคิด การเรียนรู้ผ่านการแสดงตัวอย่าง การเรียนรู้ผ่านการอ่าน การเรียนรู้ผ่านการเขียน การเรียนรู้ผ่านการอภิปราย การเรียนรู้ผ่านการสร้างบุคลิกและลักษณะนิสัย การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้ผ่านโครงงาน การเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหา การเรียนรู้ผ่านการทำวิจัย การเรียนรู้ผ่านการคิดค้นนวัตกรรม การเรียนรู้ผ่านการสอน การเรียนรู้ผ่านการฝึกอบรม การเรียนรู้ผ่านการฝึกสอน การเรียนรู้ผ่านการบันดาลใจ การเรียนรู้ผ่านการสร้างทักษะ และการเรียนรู้ผ่านการใช้เทคโนโลยี 

 

ที่มา: สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์
ปีที่ 63 ฉบับที่ 8 วันที่ 6 – 12 พฤศจิกายน 2558

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.com, http://www.kriengsak.com

แหล่งที่มาของภาพ :  http://www.weightlossforall.com/wp-content/uploads/2010/08/cooking1.jpg