464658482_d1

วิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ดทำวิจัยอาหารกลางวันเด็กนักเรียน

ผมเคยนำเสนอความคิดเอาไว้ในหลายบทความก่อนหน้านี้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ในทุกสาขาวิชาของฮาร์วาร์ดที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ฮาร์วาร์ดเป็นแหล่งอารยธรรมองค์ความรู้ที่สำคัญของโลก โดยผลงานวิจัยของฮาร์วาร์ดที่ผลิตออกมาจำนวนมากเหล่านี้สร้างผลกระทบทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก อาทิ ผลงานวิจัยล่าสุดของวิทยาลัยสาธารณสุข ที เฮช ชาน ฮาร์วาร์ด (Harvard T.H. Chan School of Public Health) ที่นำเสนอข้อมูลการค้นพบใหม่ว่า มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการตายก่อนกำหนดที่เกิดขึ้นทั่วโลกกว่า 3.3 ล้านคนในแต่ละปี  เป็นต้น

บทความนี้เช่นเดียวกันจะนำเสนอผลงานวิจัยค้นพบองค์ความรู้ใหม่ของวิทยาลัยสาธารณสุข ที เฮช ชาน ฮาร์วาร์ด ที่เป็นประโยชน์ยิ่งต่อแวดวงวิชาการและการสาธารณสุข โดยผลงานวิจัยดังกล่าวนี้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ที่น่าตกใจว่า เด็กนักเรียนของสหรัฐฯ ที่ใช้เวลารับประทานอาหารกลางวันน้อยกว่า 20 นาทีจะรับประทานอาหารจานหลักของมื้อ นม และผัก น้อยกว่าเด็กนักเรียนที่ไม่ได้เร่งรีบรับประทานอาหารกลางวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กนักเรียนที่ครอบครัวมีรายได้น้อยที่ให้เด็กรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนตามโครงการระดับประเทศในการจัดอาหารกลางวันที่โรงเรียน (National School Lunch Program) ของสหรัฐฯ ที่ให้บริการอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนของสหรัฐฯ มากกว่า 30 ล้านคนในโรงเรียน 100,000 โรงทั่วประเทศ  โดยผลงานวิจัยชิ้นดังกล่าวนี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารออนไลน์ที่ชื่อว่า วารสารวิชาการทางด้านโภชนาการ Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics ในช่วงที่ผ่านมา

การทำวิจัยครั้งนี้ นักวิจัยมีวัตถุประสงค์ต้องการทดสอบผลกระทบของระยะเวลาการรับประทานอาหารกลางวันกับการเลือกอาหารและการรับประทานอาหารของเด็กนักเรียน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 6 โรงในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ จำนวน 1,001 คน ที่มีระยะเวลารับประทานอาหารกลางวันอยู่ในช่วงระหว่าง 20 นาที ถึง 30 นาที ผลวิจัยพบว่า เด็กนักเรียนที่ใช้เวลารับประทานอาหารกลางวันน้อยกว่า 20 นาที และเด็กที่ใช้เวลารับประทานอาหารอย่างน้อย 25 นาที มีความแตกต่างกัน 3 ประการ คือ เด็กที่รับประทานอาหารกลางวันน้อยกว่า 20 นาที ร้อยละ 13 จะรับประทานอาหารจานหลักน้อยกว่า  ร้อยละ 12 จะรับประทานผักน้อยกว่า และร้อยละ 10 จะดื่มนมน้อยกว่าเด็กนักเรียนกลุ่มที่รับประทานอาหารอย่างน้อย 25 นาที    

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ของวิทยาลัยสาธารณสุข ที เฮช ชาน ฮาร์วาร์ด มีความน่าสนใจที่มหาวิทยาลัยไทยสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาเรียนรู้ ดังนี้

เป็นบริบทให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการทำวิจัยร่วมกับคณาจารย์ ในที่นี้คือ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาโทภาควิชากลุ่มสังคมและพฤติกรรมศาสตร์ (Department of Social and Behavioral Sciences)  วิทยาลัยสาธารณสุข ที เฮช ชาน ฮาร์วาร์ด ทำโครงการวิจัยร่วมกับคณาจารย์ภาควิชาโภชนาการ (Department of Nutrition) วิทยาลัยสาธารณสุข ที เฮช ชาน ฮาร์วาร์ด และภาควิชากลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Department of Health Sciences) วิทยาลัยเมอร์ริแมก (Merrimack College) และคณาจารย์ทางด้านระบาดวิทยาและโภชนาการ (Epidemiology and Nutrition) วิทยาลัยสาธารณสุข ที เฮช ชาน ฮาร์วาร์ด อันส่งผลให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเทคนิคในการทำวิจัย มีประสบการณ์และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยด้านนี้อย่างใกล้ชิด  

สร้างผลกระทบทางการศึกษาและการเรียนรู้ทางด้านสุขภาพ โดยข้อค้นพบดังกล่าวเป็นองค์ความรู้ใหม่ทางด้านสุขภาพที่ไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน หรือที่ผมเรียกว่า เป็นการสร้างความรู้สด  บริจาคให้แก่โลก อันจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนา ต่อยอด และนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่วิทยาการองค์ความรู้ทางด้านสุขภาพของโลก 

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยในที่นี้ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติของภาครัฐและ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนในสหรัฐฯ ที่จะต้องช่วยให้เด็กนักเรียนมีเวลาในการรับประทานอาหารกลางวันอย่างเพียงพอ  อันจะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีให้แก่เด็กนักเรียน  

ประยุกต์สู่มหาวิทยาลัยไทย

มหาวิทยาลัยควรปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนโดยบูรณาการการวิจัยให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในทุกระดับตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท จนกระทั่งระดับปริญญาเอก  โดยผมได้เคยเสนอว่า ระดับปริญญาตรีควรเรียนรู้การทำวิจัยและให้เริ่มทำวิจัย ระดับปริญญาโทควรยกเลิกการทำสารนิพนธ์และให้ทำวิทยาพนธ์ และระดับปริญญาเอกควรเรียนหลักสูตรนานาชาติ เพื่อให้สามารถที่จะอ่านวิทยาการได้กว้างขวางและสุดพรมแดนความรู้ และเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ อันจะเป็นการช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของความกระตือรือร้นค้นคว้าแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ โดยผมเสนอให้การปฏิรูปหลักสูตรการทำวิจัยดังกล่าว ควรให้มีการเชื่อมโยงกับประเด็นการพัฒนาชาติและท้องถิ่น ที่สร้างผลกระทบในการก่อเกิดการพัฒนาทั้งทางตรงและทางอ้อมในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองของท้องถิ่นและประเทศชาติส่วนรวม และเป็นงานวิจัยผลิตองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในภาคปฏิบัติ ยกตัวอย่าง การวิจัยที่เป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาจุดแกร่งของประเทศตามเอกลักษณ์ที่เป็นจุดแกร่งของมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำวิจัยพัฒนาพลังงานทดแทนจากผลิตผลทางการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฐในแต่ละท้องที่ทำวิจัยในเรื่องที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นต้น 

 

ที่มา: สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์
ปีที่ 63 ฉบับที่ 11 วันที่ 27พฤศจิกายน -3 ธันวาคม 2558

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.com, http://www.kriengsak.com

แหล่งที่มาของภาพ :  http://www.weightlossforall.com/wp-content/uploads/2010/08/cooking1.jpg