14337660711433766094l

ข้อเสนอการคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง

ปลัดกระทรวงและอธิบดี เป็นตำแหน่ง “ข้าราชการระดับสูง” ที่มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากทำหน้าที่เป็นเสมือนข้อต่อแรก ที่ขับเคลื่อนนโยบายจากฝ่ายการเมืองมาบริหารประเทศให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม ผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งนั้น นอกจากต้องมีความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามแล้ว ยังจำเป็นต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับทั้งฝ่ายการเมืองและกับฝ่ายข้าราชการพลเรือน เพื่อให้ประเทศพัฒนาไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมาการโยกย้ายหรือแต่งตั้ง “ข้าราชการระดับสูง” มีข้อครหามากมาย ทั้งมีการแต่งตั้งเครือญาติพวกพ้องที่ขาดความสามารถ หรือการซื้อขายตำแหน่ง ทำให้ประเทศจึงไม่ได้พัฒนาไปข้างหน้าเท่าที่ควร คณะกรรมาธิการ (กมธ.) บริหารราชการแผ่นดิน และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นความจำเป็นในเรื่องนี้ จึงพยายามปฏิรูประบบใหม่โดยการทำการศึกษาและระดมความคิดเห็นเพื่อ ให้การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของไทยเกิดความโปร่งใส และสามารถป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองในทางที่ผิดได้ 

จากการศึกษาและระดมความคิดเห็น จึงมีข้อเสนอให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการคัดเลือกนักบริหารแห่งชาติ (ก.บ.ช.) เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูง โดย ก.บ.ช. มีลักษณะเป็นองค์กรกลางที่มีความเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง โดยใช้การเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองมีพื้นที่ในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในกรณีพิเศษได้ ในจำนวนที่จำกัด เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงให้น่าเชื่อถือ และรับประกันได้ว่าจะได้บุคคลที่มีความเป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารบ้านเมืองให้ก้าวหน้าได้จริง

แม้ความตั้งใจในการปฏิรูปการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงให้เกิดความโปร่งใส เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายพยายามวางระบบเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงในอนาคต เมื่อนักการเมืองมีอำนาจบริหารประเทศ จะสามารถเข้ามาแทรกแซงการคัดเลือกข้าราชการระดับสูง โดยใช้อำนาจบริหารและระบบอุปถัมภ์เอื้อประโยชน์ต่างตอบแทน จนเบี่ยงเบนระบบที่วางไว้หรือไม่?

การปฏิรูปการแต่งตั้งข้าราชการชั้นสูง โดยการตั้งหน่วยงานกลางอย่าง ก.บ.ช.อย่างเดียว จึงอาจไม่สามารถป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ แต่จำเป็นต้องคำนึงให้ครบทุกมิติ ทั้งมิติ “คน” ที่เป็นฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจและเป็นส่วนสำคัญของระบบอุปถัมภ์ คำนึงถึง “ระบบ” การวางเงื่อนไขกฎเกณฑ์ภายใต้โครงสร้าง และคำนึงถึง “บริบท” ที่ต้องทำให้เกิดการรับผิดชอบต่อประชาชนร่วมกันทุกฝ่าย จึงจะทำให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง 
ในทางปฏิบัติ ผมมีข้อเสนอเพิ่มเติม เพื่อให้การแต่งตั้งข้าราชการชั้นสูงเป็นไปด้วยความเป็นธรรม และได้คนที่เหมาะสมต่อการทำหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง ดังนี้

กำหนดเกณฑ์คุณสมบัติ ก่อนคัดเลือก ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึกอยู่ในระบบราชการไทย ดังนั้นจึงต้องมีการตั้งเกณฑ์ร่วมกัน เพื่อให้ “บริบท” ของระบบราชการไทย ไม่เอื้อมากที่สุดให้เกิดการอุปถัมภ์ทางที่ผิด ความโปร่งใสจึงจะเกิดได้จริง โดยอาจใช้วิธี เช่น การตั้งเกณฑ์คุณสมบัติในตำแหน่งนั้น ๆ ก่อนเสนอชื่อผู้คัดเลือก โดยคณะกรรมการคัดเลือกต้องตกลงเกณฑ์คุณสมบัติของตำแหน่งนั้นให้ชัดเจนและหลีกคุณสมบัตินามธรรมที่ขาดรูปธรรมเชื่อมโยง และประกาศเกณฑ์ให้ทุกฝ่ายทราบร่วมกันก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาผู้เหมาะสม แล้วจึงเลือกผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งโดยใช้คุณสมบัติที่ประกาศ ยึดเป็นเกณฑ์ร่วมกันโดยหลักเกณฑ์ที่ใช้ดุลพินิจมากเกินไป เป็นต้น

แต่งตั้งโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลแก่ประชาชน เมื่อการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงไม่มีความโปร่งใส เป็นผลทำให้อาจได้ “คน” ที่ไม่มีคุณสมบัติเข้าสู่ตำแหน่ง ทำให้บ้านเมืองไม่พัฒนา เพราะตัวนักการเมืองที่ใช้อำนาจแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงนั้น ไม่ได้ “ปฏิรูป” ตนเองตามระบบไปด้วย ฝ่ายการเมืองจึงต้องปฏิรูปตนเองไปด้วย โดยฝ่ายการเมืองต้องรายงานกระบวนการคัดสรรและแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงกลับไปที่ประชาชนด้วย เช่น ใช้การประชาสัมพันธ์ โดยการเปิดเผยข้อมูลการพิจารณาแต่งตั้งผ่านเวบไซด์ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า ข้าราชการฝ่ายการเมืองท่านใดเป็นผู้แต่งตั้ง แต่งตั้งด้วยคุณสมบัติอะไร เหมาะสมด้วยเหตุผลใด ต้องรับผิดชอบเรื่องใดบ้าง เพื่อเป็นการสร้างเงื่อนไขในใจให้ฝ่ายการเมืองคำนึงถึงประชาชนด้วย เป็นต้น

รับผิดชอบร่วม ทั้ง ผู้แต่งตั้ง และ ผู้รับการแต่งตั้ง ไม่เพียงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบ แต่ต้องมี “ระบบ” ให้ทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกันได้ นโยบายใดที่ “สำเร็จ” หรือ “ไม่สำเร็จ” นั้นต้องมีการประเมินหลังจากมีการรับตำแหน่ง เมื่อฝ่ายการเมืองเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนแล้ว ต้องมีระบบให้ผู้ที่เข้ารับตำแหน่งร่วมรับผิดชอบต่อผลงานด้วย เพื่อทำให้ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเองมากขึ้น และข้าราชการระดับสูง ต้องรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นด้วย โดยเสนอว่า ก่อนรับตำแหน่งควรให้ผู้ที่จะเป็นปลัดกระทรวง หรืออธิบดีต้องแสดงวิสัยทัศน์ และหลังจากทำหน้าที่ไประยะหนึ่ง ต้องมีการประเมินผลตามวิสัยทัศน์อย่างจริงเป็นรูปธรรมของผลลัพธ์จากการดำเนินงานและหลีกเลี่ยงการใช้ดุลพินิจมากเกินไปในการ

ประเมิน และรายงานประชาชนทราบ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน เป็นต้น
ข้อเสนอที่ครบทุกมิติ ย่อมช่วยสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสได้ในระดับหนึ่ง แต่แนวคิดและข้อเสนอที่ผมเสนอนั้นเป็นเพียงตัวอย่าง “เครื่องมือ” แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ขึ้นอยู่กับ “ประชาชน” ที่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเริ่มต้นว่าจะเลือกนักการเมืองที่เหมาะสมเข้าไปทำหน้าที่ได้หรือไม่  และนักการเมืองนั้นจะมุ่งทำประโยชน์ให้กับประเทศ “ส่วนรวม” หรือมุ่งเพียงส่วนตัวหรือส่วนพวกพ้อง ถ้าประชาชนเลือกคนที่มีหัวใจเพื่อส่วนรวม ก็ย่อมรับประกันระดับหนึ่งว่า นักการเมืองจะสามารถแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่เหมาะสม เข้าไปทำหน้าที่รับใช้ประชาชนและประเทศชาตินี้ได้อย่างแท้จริง  
 

รัฐสภาสาร
ปีที่ 64 ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน 2559

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

แหล่งที่มาของภาพ :  http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2015/06/p0107080658p1.jpg

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>