634628_0_1432725722

ภาคเกษตรกับการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูง

หลายประเทศกำลังติดกับดักรายได้ปานกลาง (Middle income trap) ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย กล่าวคือ ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถขยับไปเป็นประเทศรายได้สูง แม้จะสามารถสร้างรายได้จากการพัฒนาอุตสาหกรรมและการส่งออก จนทำให้ประชาชนในประเทศมีความกินดีอยู่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (high income countries) ได้ เนื่องจากเหตุที่ขาดแนวทางที่เหมาะสมหลายประการในการพัฒนาขีดความสามารถในภาคการผลิต บริการ และเกษตรของตน 

งานวิจัยของ Per Pinstrup – Andersen และRajulPandya – Lorchกล่าวไว้ว่า การเจริญเติบโตทางภาคการเกษตรเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความยากจนของประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำ ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ

  1. เกิดการสร้างงานในชนบท ทำให้เกิดการจ้างงานและการสร้างรายได้ในชนบท
  2. แนวโน้มความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเติบโตขึ้นของจำนวนประชากรและมีความเป็นเมืองมากขึ้น
  3. เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม เพราะประเทศรายได้ต่ำมีภาคเกษตรที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
  4. เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ

แต่ภาคการเกษตรช่วยลดความยากจนได้เพียงการเปลี่ยนประเทศจากประเทศที่มีรายได้ต่ำก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางเท่านั้น โดยไม่สามารถก้าวไปสู่ความเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ เนื่องจากกุญแจสำคัญของการก้าวไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงนั้น เกิดจากการขับเคลื่อนของภาคการผลิต (manufacturing) ดังที่ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (The Asian Development Bank: ADB) กล่าวไว้ว่า จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา พบว่า ไม่มีเศรษฐกิจของประเทศไหนที่มีสถานะไปถึงการเป็นประเทศรายได้สูง โดยปราศจากการมีสัดส่วนการผลิตและการจ้างงานภาคอุตสาหกรรมน้อยกว่าร้อยละ 18 ติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน 

กระบวนการผลิตที่ดีและมีประสิทธิภาพ ต้องสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตหรือเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้อันเกิดจากความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงของแต่ละประเทศ จากข้อมูลใน CIA THE WORLD’S FACTBOOK ได้นำเสนอเปรียบเทียบสัดส่วนแรงงานในภาคการเกษตรต่อขนาดภาคการเกษตรในปี 2014 ได้ดังตาราง 

จากตาราง ประเทศเดนมาร์ก ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงและความโดดเด่นในด้านการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ด้านการจัดการกิจกรรมทางเกษตร และด้านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการเกษตรประเทศเหล่านี้มีสัดส่วนแรงงานในภาคการเกษตรน้อยมาก คือ ประมาณร้อยละ 2-4 ของแรงงานทั้งหมดเท่านั้น แต่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้มากถึง ร้อยละ 1-3 ของจีดีพี คำถามที่ควรคิดต่อคือ ลักษณะเศรษฐกิจภาคเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศเหล่านี้เป็นอย่างไร จึงทำให้ประเทศก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวไปสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจรายได้สูง? 

โดยบทความนี้ขอนำเสนอบทวิเคราะห์จากกรณีของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีความโดดเด่นในการจัดการบริหารภาคเกษตรและการสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งในภาคการเกษตร 

ประเทศออสเตรเลีย มีการปฏิรูปภาคเกษตรซึ่งใช้เวลาเกือบสองศตวรรษ จนกลายเป็นมหาอำนาจทางสินค้าเกษตรของโลกประเทศหนึ่งประเทศออสเตรเลียมีเศรษฐกิจการเกษตรค่อนข้างโดดเด่นโดยเฉพาะการทำปศุสัตว์ เศรษฐกิจภาคการเกษตรของออสเตรเลียมีสภาพทางธรรมชาติที่เอื้ออำนวย ด้วยภูมิประเทศที่ราบกว้างทำให้สามารถทำการเกษตรในลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่ ซึ่งใช้เครื่องจักรต่างๆ เข้ามาใช้แทนแรงงานคนและสัตว์ เรียกว่า “การเกษตรแบบกว้าง” (Extensive Agriculture) แต่ภูมิอากาศ แหล่งน้ำ และดิน โดยรวมค่อนข้างแห้งแล้ง ทำให้การเพาะปลูกมักประสบปัญหาเรื่องของน้ำ จึงทำการเพาะปลูกได้เพียงบางส่วนของประเทศโดยอาศัยระบบชลประทานที่ดีมาช่วย ดังนั้น การเลี้ยงสัตว์จึงเป็นกิจกรรมหลักทางการเกษตรที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เพราะเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพทางธรรมชาติมากที่สุด 

ความโดดเด่นของการเกษตรของออสเตรเลียเป็นดังต่อไปนี้ 

แกะเป็นสัตว์เลี้ยงที่เด่นที่สุดของออสเตรเลีย จึงทำให้ประเทศออสเตรเลียเป็นแหล่งเลี้ยงแกะที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยขนแกะสามารถนำไปแปรรูปเป็นเครื่องใช้ต่างๆ ได้ ในขณะที่เนื้อขานำมาเป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร และส่งออกไปทั่วโลก 

มีระบบชลประทานที่ดีประเทศออสเตรเลียเพาะปลูกข้าวสาลีและข้าวเจ้า เพื่อบริโภคภายในประเทศและเป็นสินค้าส่งออก โดยอาศัยน้ำจากการชลประทานเข้าช่วยและมีการใช้เทคโนโลยีการเกษตร ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง บางแห่งมีการเพาะปลูกในบริเวณแคบๆ ที่มีการจัดการเกี่ยวกับระบบชลประทานที่ดีเรียกว่า การเพาะปลูกแบบเข็ม (Intensive Cropping) 

อุตสาหกรรมทางการเกษตรเนื่องจากประเทศออสเตรเลียมีทรัพยากรมาก ประชากรมีคุณภาพ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีเงินทุนสูง การอุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยส่วนมากเป็นอุตสาหกรรมหนัก เช่น อุตสาหกรรมป่าไม้ อุตสาหกรรมแร่ธาตุและพลังงาน เป็นต้น 

จากความโดดเด่นของการเกษตรประเทศออสเตรเลีย สะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐของประเทศออสเตรเลียมีวิสัยทัศน์ การวางแผนและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการเกษตรเป็นอย่างดี กล่าวคือ มีการสำรวจลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากรแหล่งน้ำ ดิน แร่ธาตุ ป่าไม้ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างข้อได้เปรียบให้เกิดเป็นจุดเด่นและจุดแข็งขึ้นมา มีการทำวิจัยเพื่อต่อยอดจากเกษตรกรรม เป็นอุตสาหกรรมทางการเกษตร และสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรขึ้นมา นอกจากนี้ ยังใช้งานวิจัยเป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาจุดอ่อนของประเทศ เช่น ออสเตรเลียขาดแคลนแหล่งน้ำ ประเทศออสเตรเลียจึงสร้างระบบชลประทานที่ทำให้เกิดความคุ้มค่ากับผลผลิตทางการเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีการส่งน้ำที่มีการสูบเสียน้ำให้น้อยลง เป็นต้น นอกจากนี้สัดส่วนภาคการเกษตรของออสเตรเลียมีขนาดเล็ก ภาครัฐจึงสนับสนุนได้อย่างเต็มที่ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจต่อประเทศ 

จากบทเรียนของออสเตรเลีย เราได้ข้อคิดที่น่าพิจารณาสำหรับภาคการเกษตรประเทศไทยหลายประการ เช่น

  1. ปรับโครงสร้างภาคเกษตร โดยการลดแรงงานภาคการเกษตร และเพิ่มแรงงานด้านอุตสาหกรรมและบริการให้มากขึ้น ผ่านการพัฒนาการศึกษาของประชาชนในประเทศ
  2. สำรวจและทำการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภูมิประเทศ ภูมิอากาศ แหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติของประเทศทั้งหมด ทั้งดิน น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุ
  3. สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูงทางการเกษตรเพื่อเพิ่มทั้งคุณภาพและปริมาณในผลผลิตทางการเกษตร
  4. สร้างและพัฒนาจุดเด่นของประเทศ ให้เป็นจุดแข็งและจุดแกร่งของโลก
  5. การวางนโยบายภาครัฐ ควรวางอย่างมีวิสัยทัศน์ กำหนดขอบระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวให้ชัดเจน 


การก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง โดยเฉพาะการพัฒนา เปลี่ยนแปลง และปรับเปลี่ยนสัดส่วนจากภาคเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศ ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดัน สนับสนุนให้เกิดการวิจัยและการพัฒนา (R&D) ในประเทศให้มากขึ้น มิฉะนั้น ประเทศจะวนอยู่ในอ่างของคำว่า “กับดัก” ต่อไป และไม่สามารถหลุดออกจากอ่างนั้นได้ในที่สุด และในบทความต่อไป ผมจะนำเสนอและลงรายละเอียดภาคการเกษตรของประเทศอื่น ๆ เพื่อสะท้อนให้ถึงจุดแข็งจุดเด่นในความแตกต่าง อันสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการเกษตรในประเทศไทยได้
 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
kriengsak@kriengsak.com, http://www.kriengsak.com

แหล่งที่มาของภาพ : http://image.bangkokbiznews.com/kt/media/image/blog/2015/05/27/634628/634628_0_1432725722.jpg?timestamp=1433403168114