kbank

ธนาคาร ฯ “ช่วยเหลือ” เหยื่ออาชญากร 9.8…แสน… “หน้าที่” และ “น้ำใจ”

จากเหตุการณ์ที่เจ้าของร้านประดับยนต์ เรียกร้องให้ธนาคารแห่งหนึ่งชดใช้เงินที่สูญเสียไปจากการถูกมิจฉาชีพใช้วิธีการติดต่อขอเปลี่ยนซิมโทรศัพท์จากบริษัทให้บริการมือถือ 
ซึ่งระยะแรกธนาคารฯ ยินดีชดใช้ในส่วนที่เป็นฝ่ายผิด แต่สุดท้ายธนาคารฯ ก็ “ยินดีรับความเสียหายเต็มจำนวน” และมอบเงินที่ถูกขโมยไปให้แก่เจ้าของร้านประดับยนต์ในที่สุด แม้ขณะนี้เรื่องจะอยู่ในชั้นของกระบวนการยุติธรรมก็ตาม 

การชดใช้ความเสียหายให้แก่เจ้าของร้านประดับยนต์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เป็นสิ่งที่สังคมส่วนหนึ่งมองว่า ธนาคารฯ ควรรับผิดชอบ “เป็นหน้าที่” อยู่แล้ว 
แต่โดยส่วนตัวผมมองว่า ธนาคารฯได้แสดงออกถึงความ “มีน้ำใจ” ในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน ที่ยินดีรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่คดียังไม่สิ้นสุด เพราะผมพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เห็น คือ

เจ้าของร้านประดับยนต์  ให้หน้าบัตรประชาชนแก่คนร้ายในคราบลูกค้าไป โดยเพียงแค่ “เบลอ” หมายเลขบัตรประชาชนให้เห็นไม่ชัดเจน 
บริษัท ให้บริการมือถือแห่งหนึ่ง พนักงาน call center ถูกคนร้ายใช้สำเนาบัตรประชาชนที่ปลอมมาโดยอ้างว่า ทำกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือหาย ขอซิมการ์ดใหม่เบอร์เดิม 
ธนาคารแห่งนี้ ไม่มีระบบการยืนยันตัวตนที่รัดกุมพอ เมื่อคนร้ายติดต่อและต่อรองกับ call center ได้ ก็สามารถ Reset password ได้ ในกรณีที่ผู้ใช้ลืมชื่อและรหัสผ่าน 

แม้ไม่เป็นธรรมนักหากเจ้าของร้านประดับยนต์ที่ไม่ต้องเป็นฝ่ายสูญเสียเงินเก็บทั้งหมดของชีวิต 
แต่การที่ธนาคารฯ “ยินดีรับความเสียหายทั้งหมด” ทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าตามกระบวนการยุติธรรมว่า “ผิดทั้งหมด” นอกจากเป็นการรับผิดชอบ “เป็นหน้าที่” แล้ว 
ก็ย่อมจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ธนาคารแห่งนี้ “มีน้ำใจ” ด้วย

ในเหตุการณ์นี้ผมจึงอยากสะท้อนมุมมองอีกด้านว่า ทั้งการทำ “เป็นหน้าที่” และ “การมีน้ำใจ” 
ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคมโดย “ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้” 
หากทุกฝ่ายจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขจริง อย่างที่เหตุการณ์นี้คลี่คลายลง

ดังนั้นการไม่พิจารณาอย่างสมจริง โดยให้ความสำคัญกับด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป เช่น 
คนกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้ธนาคารฯ รับผิดชอบไม่ว่าจะทำเพราะ “เป็นหน้าที่” หรือ “มีน้ำใจ” ก็ตาม เพราะอีกฝ่ายไม่ผิด ดังนั้นต้องมีคุณธรรม ต้องชดใช้ ซึ่งหากไม่ระมัดระวังในการใช้ทั้งความรู้สึกและเหตุผลต่อไปเรื่องอาจไม่จบลงแบบนี้

… สิ่งที่อยู่ในตัวเราอย่างความรู้สึกและเหตุผลนี่แหละครับ ที่เราควรระมัดระวังในการใช้มันมากกว่าอะไร… 

เพราะหากพิจารณาดีๆ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรไม่ได้เจาะ (Hack) เข้าระบบ IT เลย เพียงแต่ใช้การปลอมสำเนาบัตรประชาชน กับจุดอ่อนเล็กๆ ของ “คน” ที่รับผิดชอบเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเองครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>