wc

การพัฒนาดัชนีประสิทธิผลประเทศไทย (1) : ดัชนีประสิทธิผลภาครัฐ (Public Sector Effectiveness Index – PBE Index)

         เนื่องด้วยความจำกัดเรื่องทรัพยากร บุคลากร ความรู้ความสามารถ ทำให้การขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ไม่อาจเป็นเพียงบทบาทหน้าที่ของรัฐ แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ผมเชื่อว่าภาคเอกชน (private sector) และ ภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม (people sector หรือ civic sector) จำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทและมีส่วนในการขับเคลื่อนประเทศด้วย หากทั้ง 3 ภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปสู่จุดหมายของประเทศร่วมกันได้รวดเร็วขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะภาคส่วนต่าง ๆ ล้วนมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถสนับสนุนกันและกันได้ 

         บนความเชื่อดังกล่าว ผมและผู้ทรงคุณวุฒินักวิชาการและนักวิจัยหลายสาขาวิชาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศจึงรวมตัวกันเป็น “สภาปัญญาสมาพันธ์” โดยมีผมเป็นประธาน ได้เริ่มทำงานสำคัญชิ้นแรกในเดือนที่ผ่าน คือ การพัฒนา “ดัชนีประสิทธิผลประเทศไทย (Thailand Effectiveness Index – TE Index)” ซึ่งประกอบด้วย 3 ดัชนีย่อย ได้แก่ ดัชนีประสิทธิผลภาครัฐ (Public Sector Effectiveness Index – PBE Index) ดัชนีประสิทธิผลภาคเอกชน (Private Sector Effectiveness Index – PVE Index) ดัชนีประสิทธิผลภาคสังคม (People Sector Effectiveness Index – PPE Index) 
         การจัดทำ TE Index ใช้การสำรวจการรับรู้ของประชาชน เก็บข้อมูลจากคนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในเขตเมือง นอกเมือง ทุกระดับการศึกษา อาชีพ อายุ รายได้ เพื่อให้ได้ความเห็นจากกลุ่มต่าง ๆ อย่างครบถ้วน โดยจะดำเนินการสำรวจทุกเดือน เดือนละดัชนี เมื่อครบในหนึ่งไตรมาส จะทำการสำรวจวนซ้ำตามลำดับเพื่อเทียบเคียงความเปลี่ยนแปลง ดัชนี TE Index นี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือสะท้อนถึงระดับประสิทธิผลของทั้ง 3 ภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศสู่การบรรลุจุดหมายการพัฒนาประเทศ เป็นการมองแต่ละภาคส่วนด้วยสายตาของคนนอก ทำให้แต่ละภาคส่วนได้มองเห็นตนเองจากมุมมองของประชาชน อันจะนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาให้มีประสิทธิภาพขึ้น ที่สำคัญการสำรวจอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส จะช่วยให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงทำให้เห็นว่ามีการปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นหรือไม่
         ดัชนีแรกของ TE Index ที่ได้ทำการสำรวจไปแล้วในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คือ ดัชนีประสิทธิผลของภาครัฐ (PBE)ซึ่งสะท้อนให้ความเห็นของประชาชนที่มีต่อภาครัฐโดยรวมว่า ภาครัฐได้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามภารกิจและวัตถุประสงค์ในระดับใด เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนมากน้อยเพียงใด โดยที่ “ภาครัฐ” ในที่นี้ หมายถึง องค์กรของรัฐทุกประเภททั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทั้งภาคการเมือง และภาคระบบราชการ ซึ่งรวมถึงรัฐสภา ศาล รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 
         การวัดการรับรู้ของประชาชนถึงประสิทธิผลการทำงานของภาครัฐ พิจารณาจาก 2 ด้านหลักคือ(1) การกำหนดและบริหารนโยบายสาธารณะ (public policy) และ (2) การส่งมอบบริการของภาครัฐ (service delivery) นอกจากนี้ ยังพิจารณาภาครัฐในฐานะสถาบันที่สำคัญทางสังคม (institution) ร่วมด้วย ซึ่งผลจากความเห็นของประชาชน 1,093 ตัวอย่างทั่วประเทศ 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้กรุงเทพฯและปริมณฑล ควบคู่กับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 200 ตัวอย่าง พบว่า
         1) ในภาพรวมทุกด้าน ทั้งประชาชนและผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนภาครัฐระดับกลาง ประชาชนให้เกินครึ่งเพียงเล็กน้อย (ร้อยละ 52.15) ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนร้อยละ 44.21 โดยในแต่ละประเด็นย่อยนั้น ประชาชนให้คะแนนภาครัฐระดับกลาง ประมาณร้อยละ 50 ซึ่งสูงกว่าผู้เชี่ยวชาญในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องการคอร์รัปชั่นในการดำเนินนโยบายที่ทั้งประชาชนและผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนต่ำกว่าปัจจัยอื่นทั้งหมด
         2) ในด้านนโยบาย ประชาชนเห็นว่าภาครัฐมีประสิทธิผลที่คะแนน ร้อยละ 51.8 โดยภาครัฐทำได้ดีในเรื่องการตอบสนองต่อสถานการณ์ (responsiveness) เป็นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ ได้คะแนนสูงสุดที่ร้อยละ 57.5 ซึ่งใกล้เคียงกับผู้เชี่ยวชาญที่ให้ร้อยละ 55.28 แต่ในด้านของการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวกับนโยบาย ประชาชนให้คะแนนน้อยที่สุด และเป็นปัจจัยเดียวที่ประชาชนให้คะแนนต่ำกว่าครึ่งคือได้เพียงร้อยละ 45.71 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนปัจจัยความโปร่งใสต่ำสุดที่ร้อยละ 41.88
         3) ในด้านของบริการสาธารณะ ในภาพรวม ประชาชนเห็นว่าภาครัฐมีประสิทธิผลในระดับร้อยละ 52.4 โดยปัจจัยที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน (ร้อยละ 54.9) ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความเร็วในการให้บริการเป็นปัจจัยที่ภาครัฐทำได้ดีที่สุด (ร้อยละ 46.12) ส่วนความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการให้บริการเป็นเรื่องที่ให้คะแนนต่ำทั้งในสายตาของประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ
         4) มิติความเป็นสถาบันภาครัฐ ประชาชนกับผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นใกล้เคียงกันมากที่สุดในเรื่องของความเชื่อถือไว้วางใจ (trust) แต่เห็นต่างกันมากที่สุดคือความเป็นอิสระของสถาบันภาครัฐ (independence) ในขณะที่ความเป็นมืออาชีพของฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำได้คะแนนน้อยที่สุดที่ร้อยละ 51
         หากวิเคราะห์เพิ่มเติมจากผลการสำรวจจะพบประเด็นที่น่าสนใจ เช่น 
         1) ประชาชนในภาคกลางให้คะแนนภาครัฐสูงกว่าประชาชนในภาคอื่นอย่างชัดเจน (ร้อยละ 67.96) ในขณะที่ภาคอื่นให้คะแนนในระดับ ร้อยละ 45-50 โดยภาคใต้ให้คะแนนภาครัฐน้อยสุดในทุกด้าน โดยเฉพาะมิติของความเป็นสถาบันที่ให้คะแนนเพียง ร้อยละ 41
         2) ประชาชนในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาลมีความเห็นไม่แตกต่างกัน แสดงว่าการรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินการของภาครัฐและได้รับบริการต่าง ๆ ระหว่างคนในเมืองและนอกเมืองแทบไม่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับความเห็นระหว่างชายและหญิงที่ไม่มีความแตกต่างกัน
         3) คนที่มีอายุมากให้คะแนนภาครัฐสูงกว่าคนที่มีอายุน้อย อาจสะท้อนว่า บริการต่าง ๆ ของภาครัฐเข้าถึงประชาชนในวันแรงงานและผู้สูงอายุได้ดีกว่าประชาชนในวัยเรียน
         4) เกษตรกรเป็นกลุ่มอาชีพที่ให้คะแนนภาครัฐสูงที่สุดกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ๆ อาจสะท้อนถึงนโยบายและบริการต่าง ๆ ที่ภาครัฐจัดให้ได้เข้าถึงประชาชนกลุ่มนี้ ในขณะที่กลุ่มเจ้าของธุรกิจให้คะแนนภาครัฐในระดับต่ำกว่ากลุ่มอื่น เป็นต้น
         ผลการสำรวจดังกล่าวนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐของไทยยังมีช่องว่างอีกมากที่สามารถปรับปรุงเพื่อจะตอบสนองความต้องการของประชาชนและความจำเป็นในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น 

ภาพที่ 1 องค์ประกอบของดัชนีประสิทธิผลประเทศไทย

ppe

 

ภาพที่ 2 ผลการสำรวจดัชนีประสิทธิผลภาครัฐ

wc

ภาพที่ 3 งานแถลงข่าว การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เพื่อจัดทำ “ดัชนีประสิทธิผลประเทศไทย
(Thailand Effectiveness Index – TE Index)”

ที่มา: Mix Magazine
ISSUE 111 February 2016

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com
แหล่งที่มาของภาพ : http://img.tnews.co.th/tnews_1459258786_6996.jpg

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>